| โซเฟีย ลอเรน |
Thursday, February 17, 2011
Tuesday, February 15, 2011
Singin' in the Rain
| Gene Kelly นักแสดงนำ |
แม้ว่าเมื่อครั้งเปิดตัวจะไม่โด่งดังนัก อันเป็นผลมาจากคำวิจารณ์โดยนักวิจารณ์ในสมัยนั้น ปัจจุบันกลับกลายเป็นภาพยนตร์แนวดนตรีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง และปี พ.ศ. 2550 อยู่ในลำดับที่ห้าของภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกัน
เค้าโครงเรื่องมีอยู่ว่า Don Lockwood (นำแสดงโดย Gene Kelly) เป็นดาราภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบยอดนิยม ที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกทางด้านการร้องเพลง เต้น หรือแสดงผาดโผน มากนัก เขาพยายามอดทนต่อเพื่อนนักแสดงนำหญิงที่แสดงร่วมกันกับเขา ที่ทั้งน่าเบื่อ และงี่เง่า นามว่า Lina Lamont (นำแสดงโดย Jean Hagen) ระหว่างร่วมงานการถ่ายทำภาพยนตร์
| Debbie Reynolds นักแสดงนำหญิง |
วันหนึ่ง ขณะที่ชุลมุนหลบหนีแฟนภาพยนตร์ที่รุมล้อมตัวเขาอย่างหนัก เขาจึงรีบเผ่นขึ้นรถของ Kathy Selden (นำแสดงโดย Debbie Reynolds) ที่บังเอิญขับผ่านมาในเวลานั้นพอดี เธอขับไปส่งเขายังที่หมาย แต่ไม่วายร้องขอให้เขาช่วยให้ได้เป็นนักแสดงและทิ้งท้ายด้วยอาการยิ้มเยาะในผลงานภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่มีศักด์ศรีของเขา ตอนแรกเธอทำเป็นไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ ต่อมาภายหลัง เมื่อได้แสดงร่วมกันแล้ว เธอถึงได้สารภาพว่า เธอรู้จักเขาเป็นอย่างดี และเป็นแฟนภาพยนตร์ตัวยงของเขาอีกด้วย
ในงานเลี้ยงคืนหนึ่ง R.F. Simpson ผู้บริหารของค่าย (แสดงโดย Millard Mitchell) ถือโอกาสนำการสาธิตเครื่องช่วยทำเสียงในฟิล์มภาพยนตร์ แต่แขกในงานกลับไม่ประทับใจ และเพื่อสร้างความประทับใจแก่เจ้านาย มีการนำเอาเค็กขนาดยักษ์ลากเข้ามาในงานเพื่อทำเรื่องน่าตื่นเต้นแกมฉงน แต่การณ์กลับมีสาวนักระบำกระโดดออกมาจากข้างในเค็กแทน ด้วยความโกรธเธอจึงปาเค็กจริงในจานใส่ Don แต่กลับไปถูกที่หน้าของ Lina แทน
หลังจากเพียรพยายามตามหาเธอจนเจอที่โรงถ่ายหนังอีกแห่งหนึ่ง Don ก็หลอก Kathy ว่าเขาหางานให้เธอทำได้แล้ว พวกเขาทั้งคู่เริ่มตกหลุมรักกัน
เมื่อภาพยนตร์เกิดการแข่งขันกันสูงขึ้นเรี่อยๆ ประกอบกับผู้คนเริ่มให้ความนิยมสนใจภาพยนตร์ประกอบเสียงในฟิล์ม เมื่อหลีกเลี่ยงกระแสไม่ได้ R.F. จึงจำต้องแปลงภาพยนตร์ที่เขาสร้างขึ้นมาเรื่อง The Dueling Cavalier มาเป็นหนังพูด แต่การถ่ายทำเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากยังคงมีเสียงสะท้อนออกมาเป็นระยะ ซึ่งเกิดขึ้นในยุคต้นๆของการนำเทคโนโลยีแบบใหม่นี้มาใช้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้น เสียงจริงของ Lina นั้นแทบรับไม่ได้เอาเสียเลย จึงมีความพยายามช่วยเธอด้วยการหาคนมาช่วยฝึกให้เธอพูดได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร การทดสอบเสียงยังเป็นหายนะที่ชัดเจน โดยเฉพาะฉากหนึ่ง ที่ Don จะต้องกล่าวประโยคที่ว่า "ผมรักคุณ" ต่อ Lina ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับมีเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากผู้ชมอย่างอึงขนึง ซ้ำร้ายพอมาถึงตอนกลางเรื่อง เสียงก็กลับหายไปซะเฉยๆ
Cosmo Brown (แสดงโดย Donald O'Connor) เพื่อนรักของ Don เสนอแนะทางออกโดยให้ Kathy ช่วยให้เสียงพากย์แทน Lina เพียงแต่ Lina ขยับปากโดยไม่ต้องเปล่งเสียง เท่านั้นก็พอ และพวกเขายังรบเร้า R.F. ให้เปลี่ยนแนวทางของภาพยนตร์มาเป็น ภาพยนตร์เพลง และเปลี่ยนชื่อหนังเป็น "The Dancing Cavalier" พร้อมใส่ดนตรีประกอบเข้าไป
เมื่อ Lina ทราบข่าว เธอโกรธจัด จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะป่วนเพื่อขวางความรักระหว่าง Don กับ Kathy และยิ่งคลั่งมากยิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่า R.F. ก็ยังมีความพยายามจัดการเปิดตัว Kathy ต่อสาธารณชนเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เธอในการร้องเพลงให้ Lina
Lina จึงไปปรึกษาทนายความของเธอ และขู่ที่จะฟ้องร้องทางกฏหมายกับ R.F เว้นแต่ว่าเขาจะยกเลิกการ "เปิดตัว" ให้ Kathy และให้เพียงทำงานซ่อนตัวเบื้องหลังเธอแทน R.F. จำต้องยอมทำตามอย่างเสียไมได้
งานภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง The Dancing Cavalier เปิดตัวด้วยความสำเร็จอย่างดียิ่ง บนเวทีเมื่อผู้ชมร้องขอให้ Lina ร้องเพลงสดให้ฟัง Don, Cosmo และ R.F. จึงรีบเข้ามาช่วยเหลือในการแสดงรับหน้า และสั่งบอกบทให้เธอร้องขยับปากตามในขณะที่ Kathy ร้องจริงทางหลังม่าน แต่ถึงช่วงการแสดงจริงขณะ Lina กำลังร้องเพลงหลอกๆอยู่นั้น ทั้ง Don, Cosmo และ R.F ก็แอบรีบดึงม่านที่อยู่ด้านหลังให้เปิดออกโดยที่เธอไม่รู้ตัว ผู้ชมจึงมีโอกาสได้เห็น Kathy ร้องเพลงอยู่ด้านหลัง ความหลอกลวงจึงถูกเปิดเผย Lina จึงต้องรีบวิ่งหนีออกไปจากเวทีด้วยความอับอาย ทิ้งให้ Don ซึ่งใช้โอกาสนี้แนะนำ Kathy ต่อผู้ชมว่า เธอคือดาราตัวจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้
ในฉากสุดท้าย ทั้ง Kathy และ Don ยืนอยู่หน้าป้ายโฆษณาภาพยนตร์เรื่องใหม่ของพวกเขาเรื่อง "Singin' in the Rain"
'Singin' in the Rain' Song
เพลง Singin' in the Rain เป็นเพลงที่แต่งเนื้อร้องโดย Arthur Freed และทำนองดนตรีโดย Nacio Herb Brown ออกมาในปี พ.ศ. 2472 ทั้งนี้ไม่แน่ชัดว่าแต่งออกมาเมื่อใด มีการคาดการณ์กันว่าก่อนหน้าที่จะเปิดตัวออกมา 2 ปี ราวปี พ.ศ. 2470
เพลง Singin' in the Rain ร้องในปี พ.ศ. 2472
เพลง Singin' in the Rain เป็นเพลงที่แต่งเนื้อร้องโดย Arthur Freed และทำนองดนตรีโดย Nacio Herb Brown ออกมาในปี พ.ศ. 2472 ทั้งนี้ไม่แน่ชัดว่าแต่งออกมาเมื่อใด มีการคาดการณ์กันว่าก่อนหน้าที่จะเปิดตัวออกมา 2 ปี ราวปี พ.ศ. 2470
เพลง Singin' in the Rain ร้องในปี พ.ศ. 2472
Labels:
Singin' in the Rain,
Star Cosmos
Lady Chatterley's Lover
| David Herbert Lawrence ผู้ประพันธ์นวนิยาย |
Lady Chatterley 's Lover (ชู้รักของเลดี้ แชทเทอร์ลีย์) เป็น นวนิยาย ที่ประพันธ์ขึ้นโดย DH Lawrence ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2471 ใน เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในสหราชอาณาจักร มีการสั่งห้ามตีพิมพ์อย่างเปิดเผยจนกระทั่งปี 2503 (ฉบับที่แอบพิมพ์ออกมาโดย Inky Stephensen พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ Mandrakeในปี 2472) นวนิยายเรื่องนี้โด่งดังกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในเรื่องราวของความสัมพันธ์ทางกายระหว่างชายหนุ่มชนชั้นแรงงานกับหญิงสาวชนชั้นขุนนาง รวมไปถึงการใช้ถ้อยคำสื่อในเรื่องทางเพศและการเลือกใช้คำที่
ไม่สามารถนำมาตีพิมพ์ได้ ณ เวลานั้น
เรื่องราวที่เขียนขึ้นมีผู้โจษจันว่าอิงมาจากเหตุการณ์ในชีวิตจริงของลอว์เรนซที่ปราศจากความสุขในชีวิตครอบครัว เขาเอาแรงบันดาลใจสำหรับฉากต่างๆมาจาก Eastwood ใน Nottinghamshire ที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา บางบทวิจารณ์ยังคาดว่า เรื่องราวชีวิตทางเพศที่โลดโผนของ เลดี้ Ottoline Morrell กับ "Tiger" ช่างก่อหินหนุ่มที่มาแกะสลัก plinths สำหรับรูปปั้นในสวนของเธอ ก็มีอิทธิพลในเรื่องนี้เช่นกัน ลอว์เรนซ์ครั้งหนึ่งเคยเรียกนวนิยายเรื่องนี้ว่า ความละมุนละไม และเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและเรื่องราว จนมีฉบับที่ตีพิมพ์ออกมาแตกต่างกันสามรุ่น
ไม่สามารถนำมาตีพิมพ์ได้ ณ เวลานั้น
เรื่องราวที่เขียนขึ้นมีผู้โจษจันว่าอิงมาจากเหตุการณ์ในชีวิตจริงของลอว์เรนซที่ปราศจากความสุขในชีวิตครอบครัว เขาเอาแรงบันดาลใจสำหรับฉากต่างๆมาจาก Eastwood ใน Nottinghamshire ที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา บางบทวิจารณ์ยังคาดว่า เรื่องราวชีวิตทางเพศที่โลดโผนของ เลดี้ Ottoline Morrell กับ "Tiger" ช่างก่อหินหนุ่มที่มาแกะสลัก plinths สำหรับรูปปั้นในสวนของเธอ ก็มีอิทธิพลในเรื่องนี้เช่นกัน ลอว์เรนซ์ครั้งหนึ่งเคยเรียกนวนิยายเรื่องนี้ว่า ความละมุนละไม และเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและเรื่องราว จนมีฉบับที่ตีพิมพ์ออกมาแตกต่างกันสามรุ่น
โครงเรื่องเกี่ยวพันกับหญิงสาวนางหนึ่งที่แต่งงานแล้วนามว่า "Constance" (Lady Chatterley) ผู้ซึ่งสามีของเธอ "Clifford Chatterley" เป็นบุคคลในชนชั้นสูง หากแต่ร่างกายครึ่งตัวของเขานั้นเป็นอัมพาตและไร้สมรรถภาพทางเพศ ด้วยความขุ่นมัวในเรื่องทางเพศ จึงชักนำเธอไปสู่การพัวพันในเรื่องตัณหาความใคร่กับผู้ดูแลการล่าสัตว์ที่ชื่อว่า Oliver Mellors นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่ Constance ตระหนักในความจริงที่ว่า เธอไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากใจและร่างกายแยกจากกัน
Lady Chatterley เป็น ตัวละครเอกในนวนิยาย ก่อนแต่งงาน เธอคือ Constance Reid เป็นบุตรีของชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาชาวสกอตนามว่า Sir Malcolm และเป็นพี่สาวของ Hilda ครั้นเมื่อเธอแต่งงานกับ Clifford Chatterley ซึ่งเป็นขุนนางระดับรอง Constance (หรือที่เรียกขานกันสั้นๆตลอดเรื่องว่า
Connie) นามของเธอจึงเปลี่ยนมาเป็น Lady Chatterley ตามบรรดาศักดิ์ของสามี
เนื้อเรื่องย่อ คัดจาก/ขอขอบคุณ www. oknation.net
เนื้อเรื่องย่อ คัดจาก/ขอขอบคุณ www. oknation.net
Danielle Darrieux ผู้แสดงนำในเรื่อง Lady Chatterley's Lover ในปี พ.ศ. 2498 |
หกเดือนต่อมาเขาก็ถูกส่งกลับบ้านที่อังกฤษในลักษณะของคนพิการ ท่อนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปหมดความรู้สึกและเคลื่อนไหวไม่ได้ ทำให้เขาไม่สามารถให้ความสุขทางกามารมณ์ได้ ในขณะนั้น Connie อายุได้เพียง 23 ปี และ Clifford อายุ 29 ปี
Clifford กับ Connie ได้เดินทางกลับไปอยู่ที่ Wragby Hall เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ในหมู่บ้านเหมืองแร่เทเวอร์ซอล ต่อมา Clifford ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “เซอร์” ต่อจากบิดา ส่วน Connie ก็ได้เป็น “เลดี้” คนทั้งสองได้เริ่มต้นชีวิตการมีคฤหาสน์แห่งตระกูล Chatterley ที่ต้องดูแลรักษา แต่ก็เต็มไปด้วยความเงียบเหงา
เมื่อ Clifford ไม่สามารถให้ความสุขแก่ Connieในแบบที่สามีปฏิบัติต่อภรรยาได้ Connie ยังโหยหาความสุขแบบที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องการ เธอมีความรู้สึกว่าคฤหาสน์ของตระกูล Chatterley เป็นคฤหาสน์แห่งความโศกเศร้ามากกว่าจะเป็นคฤหาสน์แห่งความสุขในชีวิตวิวาห์ของเธอ
ต่อมา Clifford ได้จ้างคนสวนและดูแลกีฬาล่าสัตว์คนใหม่ชื่อ Mellors เขาเคยเป็นทหารและมีเมียแล้ว แต่ได้แยกกันอยู่ Mellors เป็นชายที่ร่างกายบึกบึน แม้จะไม่ได้มีหน้าตาหล่อเหลาแต่ก็ถูกใจ Connie มาก แต่ Mellors ก็เป็นคนที่ชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร เป็นคนที่ดูแข็งกร้าว ไม่เกรงกลัวใคร และอยู่แต่ในสวน ทำงานตามที่เจ้านายสั่ง (แต่ในภาพยนตร์หน้าตาของ Mellors จะหล่อเหลาทุกคน)
ในระหว่างนั้น มิสซิสบอสตัน หญิงหม้ายวัยกลางคนได้มาเป็นนางพยาบาลช่วยดูแล Clifford ซึ่งพิการนั่งอยู่แต่บนรถเข็นนั้น จึงทำให้ Connie มีเวลาส่วนตัวมากขึ้น เธอจึงชอบที่จะไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับกระท่อมในป่าของ Mellors อยู่บ่อยๆ
ทั้งสองไม่คุ้นเคยกันนัก เพราะอยู่ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง จนกระทั่งนานวันเข้า ทั้งสองก็เกิดความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันจนกลายเป็นความรักและมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าทั้งสองจะพยายามหักห้ามใจตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถอดทนต่อเสียงเรียกร้องจากหัวใจไม่ได้เช่นกัน จึงได้มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างลับๆเรื่อยมาโดยที่ Clifford ไม่รู้
ระหว่างที่ Connie ไปพักผ่อนตากอากาศ เธอก็ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเองว่า “เธอได้ท้องกับ Mellors” แท้จริง Connie ก็ยังคงต้องการมีบุตรกับ Clifford แต่เมื่อเขาไม่สามารถทำตามความต้องการของเธอได้ Connie จึงตัดสินใจที่จะเก็บเด็กไว้ และบอกความจริงต่อ Clifford เพื่อขอหย่าขาดซึ่งทำให้ Clifford รู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก ส่วน Mellors ก็หนีออกจากคฤหาสถ์ไปอยู่บ้านนอก เขาได้ทำงานในฟาร์มแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงินและวางแผนจะขอหย่ากับภรรยาเก่า หลังจากนั้นเขาก็รับ Connie มาอยู่ด้วย
นวนิยายเรื่องนำเสนอแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศไว้มากมาย เช่น การถกเถียงกันแลกเปลี่ยนความคิดของคนในหมู่เพื่อนฝูงของ Clifford ในทัศนคติที่มีต่อเรื่องทางเพศ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอเรื่องราวของ Connieในอดีตกับเพื่อนชายในสมัยที่ที่เธอไปเรียนหนังสือที่เมือง Dresden เป็นความสัมพันธ์ทางเพศของคนวัยหนุ่มสาวที่หลงระเริงอยู่กับธรรมชาติและเสียงเพลง แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตเธอ นอกจากความสัมพันธ์ที่ผ่านเลยไปแบบวัยรุ่น คงเหลือทิ้งไว้เพียง “ความทรงจำเก่าๆ ”เท่านั้น หรือแกนหลักของเรื่อง ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเพศที่บกพร่องของ Connie ซึ่งขาดการเติมเต็มจาก Clifford แต่ก็ถูกชดเชยโดย Mellors หรือความสัมพันธ์ทางเพศที่บกพร่องของ Clifford เขาแต่งงานยังไม่ทันได้มีความสุขกับคู่รักเท่าใด ก็ต้องเดินทางกลับไปสู่สมรภูมิรบ เมื่อถูกส่งกลับบ้านด้วยสภาพคนพิการ ก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อภรรยาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ต่อมา Clifford ก็ไปมีความสัมพันธ์กับนางพยาบาลประจำตัว
ความสัมพันธ์ระหว่าง Mellors กับ Connie ใช้เวลานานเพราะต่างก็เก็บงำความรู้สึกเอาไว้ เพราะความแตกต่างในเรื่องศักดิ์ศรีและฐานะที่ต่างกัน ต่างฝ่ายต่างมีประสบการณ์ในครอบครัวที่ไม่ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งคู่ จึงมีความหวาดระแวง ยังไม่วางใจต่อกัน แล้วค่อยๆ เปิดประตูใจของแต่ละฝ่าย จนในที่สุดก็กลายเป็นความรักที่ต้องการจะครอบครองต่อกัน
D.H.Lawrence ได้สะท้อนแนวคิดของตนเองผ่านตัวละครใน “Lady Chatterley's Lover” เผยให้เห็นถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์และสะท้อนก้นบึ้งของหัวใจมนุษย์ปุถุชน ผ่านตัวละคร “Connie” เธอเป็นหญิงสาวในสังคมชั้นสูงแต่ล้มเหลวในชีวิตแต่งงานเพราะสามีไม่สามารถให้ความสุขทางกายอย่างที่เธอต้องการได้ เธอจึงมีความสัมพันธ์ลับๆกับชายอื่น (Mellors)
แสดงให้เห็นว่า มนุษย์มีความต้องการทางเพศตามธรรมชาติ แม้ว่ามันจะถูกครอบงำปกปิดอยู่ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีที่เข้มแข็ง อย่างเช่นสังคมชั้นสูงเพียงใดก็ตาม สักวันหนึ่ง มันก็จะถูกเปิดออกมาตามความต้องการของมัน ในขณะที่ขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น เป็น“ตัวกรอบ”ที่ทำให้สังคมเป็นอยู่ด้วยกันอย่างสวยงาม แต่ความรักก็สวยงามกว่า แม้ว่ามันจะเป็นแรงผลักดันให้หัวใจต้องแหวกกรอบนั้นออกมาก็ตาม
Labels:
Lady Chatterley's Lover,
Star Cosmos
Thursday, February 3, 2011
เมื่อการ์ตูนมีนัยแฝง Not Just Cartoon
Children Education for Death Micky Bombing France
การ์ตูนชุดนี้สร้างขึ้นโดยนาซีเยอรมันเพื่่อใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อประชาชนชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2487 ซึ่งขณะนั้นประเทศถูกยึดครองโดยชาวนาซีมานานกว่าสี่ปีแล้ว
ก่อนวันดีเดย์และวันบุกขึ้นฝั่งนอร์มังดี เพียงไม่กี่เดือน นาซีสร้างสรรค์การ์ตูนเลียนแบบดาราการ์ตูนของฮอลลิวู๊ด พวกมิกกี้เมาส์ โดนัลด์ดัก ป๊อปอาย และื่อื่นๆอีก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้ชาวฝรั่งเศสสนใจรับฟังวิทยุสถานีบีบีซี ที่ออกอากาศซึ่งจะแจ้งให้ทราบในเรื่องการบุกขึ้นฝั่งประเทศฝรั่งเศส
The Ducktators' Hitler's Face of Donald Disney's WWII Related
Cartoon: Superman/Bugs Bunny/Popeye/Donald Winnie the Pooh Nazi
Duck at War from 1942-1945
The Story of Menstruation
Drug Effects
Claim: Prediction of 50 years Ahead !?
คลิปข้างบนเป็นงานศิลปะชั้นเลิศจากการรังสรรค์วาดโดยนักเขียนการ์ตูนนามว่า "J. Stuart Blackton" ในชื่อว่า "Humorous Phases of Funny Faces" ภาพยนตร์จะแสดงให้เห็นแม้กระทั่งมือของเขาขณะจรดอุุปกรณ์วาดเขียนเพื่อวาดภาพใบหน้าและรูปร่างต่างๆจนสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของภาพเกิดขึ้น "James Stuart Blackton" นั้นเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอเมริกันในยุคภาพยนตร์เงียบ และถือเป็นผู้สร้างในลำดับต้นๆด้วย ที่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า "stop motion" ในการสร้างภาพเคลื่อนไหว ได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาของงานสร้างภาพเคลื่อนไหวของสหรัฐ
"Winsor McCay" เป็นทั้งนักเขียนการ์ตูนและนักวาดภาพเคลื่่อนไหวชาวอเมริกัน เป็นผู้บุกเบิกงานด้านนี้และวางรากฐานเป็นแบบอย่างซึ่งต่อมาให้นักเขียนรุ่นหลังอย่าง "Waltz Disney", "William Joice", "André LeBlanc", "Moebius", "Maurice Sendak", "Chris Ware" และ "Bill Watterson" ดำเนินรอยตามในงานวาดของพวกเขาต่อมา งานที่มีชื่อเสียงมากที่ได้ลงไว้ในหนังสือพิมพ์คือ "Little Nemo in Slumberland" จำหน่ายสองช่วง ในราวปี พ.ศ. 2448 - 2457 และ 2467- 2470 และอีกงานหนึ่งในชื่อ "Gertie the Dinosaur"
.
Labels:
Not Just Cartoon,
Star Cosmos
Wednesday, February 2, 2011
เพลงโฆษณาเก่าของค่ายน้ำดำ Pepsi Historical Commercial Ad Songs
Faye Emerson Show
Ad with James DeanSung by Joanie Sommers
Sung by The Turtles
Sung by Tina Turner
Sung by Don Johnson & Glen Frey
Played by Jimmy Fallon & Parker Posey
Sung by Lionel Richie
Sung by Madonna
Pepsi Song by Suicidal Tendencies
Sometimes I try to do things and it just doesn't work out the way I wanted to.
I get real frustrated and I try hard to do it and I take my time and it doesn't work out the way I wanted to.
It's like I concentrate real hard and it doesn't work out.
Everything I do and everything I try never turns out.
It's like I need time to figure these things out.
But there's always someone there going.
Hey Mike:
You know we've been noticing you've been having a lot of problems lately.
You know, maybe you should get away and maybe you should talk about it, maybe you'll feel a lot better
And I'm all like:
Oh nah it's ok you know I'll figure it out, just leave me alone I'll figure it out.
You know I'm just working on it by myself.
And they go:
Well you know if you want to talk about it I'll be here you know and you'll probably feel a lot better if you talk about it. So why don't you talk about it?
And I go:
No I don't want to I'm okay, I'll figure it out myself.
But they just keep bugging me and they just keep bugging me, and it builds up inside.
So you're gonna be institutionalized
You'll come out brainwashed with bloodshot eyes
You won't have anyting to say
They'll brainwash you until you see their way.
I'm not crazy - Institutionalized
You're the one that's crazy - Institutionalized
You're driving me crazy - Institutionalized
They stuck me in an institution,
Said it was the only solution,
to give me the needed professional help,
to protect me from the enemy - Myself
I was in my room and I was just like staring at the wall thinking about everything.
But then again I was thinking about nothing
And then my mom came in and I didn't even know she was there.
She called my name and I didn't hear her and then she started screaming: MIKE! MIKE!
And I go:
What, what's the matter?
She goes:
What's the matter with you?
I go:
There's nothing wrong mom.
She's all:
Don't tell me that, you're on drugs!
I go:
No mom I'm not on drugs I'm okay, I was just thinking you know, why don't you get me a Pepsi.
She goes:
NO you're on drugs!
I go:
Mom I'm okay, I'm just thinking.
She goes:
No you're not thinking, you're on drugs! Normal people don't be acting that way!
I go:
Mom just get me a Pepsi, please
All I want is a Pepsi, and she wouldn't give it to me
All I wanted was a Pepsi, just one Pepsi, and she wouldn't give it to me.
Just a Pepsi.
They give you a white shirt with long sleeves
Tied around you're back, you're treated like thieves
Drug you up because they're lazy
It's too much work to help a crazy
I'm not crazy - Institutionalized
You're the one who's crazy - Institutionalized
You're driving me crazy - Institutionalized
They stuck me in an institution,
Said it was the only solution,
to give me the needed professional help,
to protect me from the enemy - Myself
I was sitting in my room when my mom and my dad came in and they pulled up a chair and they sat down.
They go:
Mike, we need to talk to you.
And I go:
Okay what's the matter?
They go:
Me and your mom have been noticing lately that you've been having a lot of problems,
And you've been going off for no reason and we're afraid you're going to hurt somebody,
And we're afraid you're going to hurt yourself.
So we decided that it would be in you're best interest if we put you somewhere
Where you could get the help that you need.
And I go:
Wait, what are you talking about, WE decided!?
MY best interests?! How do you know what MY best interest is?
How can you say what MY best interest is? What are you trying to say, I'M crazy?
When I went to YOUR schools, I went to YOUR churches,
I went to YOUR institutional learning facilities?! So how can you say I'M crazy?
They say they're gonna fix my brain
Alleviate my suffering and my pain
But by the time they fix my head
Mentally I'll be dead
I'm not crazy - Institutionalized
You're the one who's crazy - Institutionalized
You're driving me crazy - Institutionalized
They stuck me in an institution,
Said it was the only solution,
to give me the needed professional help,
to protect me from the enemy - Myself
Doesn't matter, I'll probably get hit by a car anyways
I get real frustrated and I try hard to do it and I take my time and it doesn't work out the way I wanted to.
It's like I concentrate real hard and it doesn't work out.
Everything I do and everything I try never turns out.
It's like I need time to figure these things out.
But there's always someone there going.
Hey Mike:
You know we've been noticing you've been having a lot of problems lately.
You know, maybe you should get away and maybe you should talk about it, maybe you'll feel a lot better
And I'm all like:
Oh nah it's ok you know I'll figure it out, just leave me alone I'll figure it out.
You know I'm just working on it by myself.
And they go:
Well you know if you want to talk about it I'll be here you know and you'll probably feel a lot better if you talk about it. So why don't you talk about it?
And I go:
No I don't want to I'm okay, I'll figure it out myself.
But they just keep bugging me and they just keep bugging me, and it builds up inside.
So you're gonna be institutionalized
You'll come out brainwashed with bloodshot eyes
You won't have anyting to say
They'll brainwash you until you see their way.
I'm not crazy - Institutionalized
You're the one that's crazy - Institutionalized
You're driving me crazy - Institutionalized
They stuck me in an institution,
Said it was the only solution,
to give me the needed professional help,
to protect me from the enemy - Myself
I was in my room and I was just like staring at the wall thinking about everything.
But then again I was thinking about nothing
And then my mom came in and I didn't even know she was there.
She called my name and I didn't hear her and then she started screaming: MIKE! MIKE!
And I go:
What, what's the matter?
She goes:
What's the matter with you?
I go:
There's nothing wrong mom.
She's all:
Don't tell me that, you're on drugs!
I go:
No mom I'm not on drugs I'm okay, I was just thinking you know, why don't you get me a Pepsi.
She goes:
NO you're on drugs!
I go:
Mom I'm okay, I'm just thinking.
She goes:
No you're not thinking, you're on drugs! Normal people don't be acting that way!
I go:
Mom just get me a Pepsi, please
All I want is a Pepsi, and she wouldn't give it to me
All I wanted was a Pepsi, just one Pepsi, and she wouldn't give it to me.
Just a Pepsi.
They give you a white shirt with long sleeves
Tied around you're back, you're treated like thieves
Drug you up because they're lazy
It's too much work to help a crazy
I'm not crazy - Institutionalized
You're the one who's crazy - Institutionalized
You're driving me crazy - Institutionalized
They stuck me in an institution,
Said it was the only solution,
to give me the needed professional help,
to protect me from the enemy - Myself
I was sitting in my room when my mom and my dad came in and they pulled up a chair and they sat down.
They go:
Mike, we need to talk to you.
And I go:
Okay what's the matter?
They go:
Me and your mom have been noticing lately that you've been having a lot of problems,
And you've been going off for no reason and we're afraid you're going to hurt somebody,
And we're afraid you're going to hurt yourself.
So we decided that it would be in you're best interest if we put you somewhere
Where you could get the help that you need.
And I go:
Wait, what are you talking about, WE decided!?
MY best interests?! How do you know what MY best interest is?
How can you say what MY best interest is? What are you trying to say, I'M crazy?
When I went to YOUR schools, I went to YOUR churches,
I went to YOUR institutional learning facilities?! So how can you say I'M crazy?
They say they're gonna fix my brain
Alleviate my suffering and my pain
But by the time they fix my head
Mentally I'll be dead
I'm not crazy - Institutionalized
You're the one who's crazy - Institutionalized
You're driving me crazy - Institutionalized
They stuck me in an institution,
Said it was the only solution,
to give me the needed professional help,
to protect me from the enemy - Myself
Doesn't matter, I'll probably get hit by a car anyways
เป็นเพลงยอดนิยมในอัลบั้ม "Eponymous" ของวง "Suicidal Tendencies" ซึ่งเป็นวงดนตรีพังค์แนวฮาร์ดคอรย์ที่โ่ด่งดังมากของยุค เนื้อเพลงข้างต้นสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่น ที่สับสน และต้องการสื่อให้พ่อแม่ที่ขัดใจเขาต่างๆนานา และหวาดระแวงว่าเขาอาจจะติดยาเสพติด จนตัวเขาแทบทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกนั้นจวนเจียนจะขาดผึงอยู่รอมร่อ เพลงจบลงด้วยการที่พ่อแม่พาเขาเข้ารับการบำบัดสภาพทางจิต
นักวิจารณ์เพลงคนหนึ่ง เขียนถึงเพลงนี้ว่า เพลงกึ่งร้อง กึ่งพูดรัว รวมทั้งการเปลี่ยนจังหวะกระแทกกระทั้นอย่างเร็วไปมา ทำให้เพลงเกิดลักษณะเด่นเฉพาะตัว อีกทั้งเพลงยังช่วยสื่อความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่น ที่ต้องรับมือกับภาวะความเปลี่ยนแปลงอย่างยากลำบาก ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย ความไม่เข้าใจกัน และการสื่อสารล้มเหลว
Sung by The Spice Girls
Sung by Michael Jackson (Had got the accident of his hair burned ) and The Jacksons Five
Sung by Michael Jackson
Sung by Tarkan Kuzu
Labels:
Pepsi Commercial Songs,
Star Cosmos
Subscribe to:
Posts (Atom)