Stars Classic

Sociable

Wednesday, February 9, 2011

ดิเอเวอร์ลีบราเธอร์ส The Everly Brothers - All I Have to Do is Dream

ฟังผลงานเพลงของเขาได้จากปุ่ม link ข้างล่างนี้
ดิเอเวอร์ลีบราเธอร์ส (The Everly Brothers) ประกอบด้วยพี่น้องดอน เอเวอร์ลี และฟิล เอเวอร์ลี เป็นวงดิวโอในแนวร็อคแอนด์โรลที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนวพื้นบ้านคันทรี มีจุดเด่นที่การเล่นกีตาร์เอคูสติก และการร้องประสานเสียง

The Everly Brothers ประสบความสำเร็จระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2500 ถึง 2507 มีเพลงติดใน 40 อันดับเพลงยอดนิยมของบิลบอร์ดชาร์ตทั้งสิ้น 26 เพลง เป็นอันดับสองในบรรดาศิลปินดิวโอ รองจากฮอลล์ แอนด์ โอตส์ (Daryl Hall and John Oates ซึ่งมีเพลงติดอันดับ 29 เพลง) และมีเพลงติดอันดับยอดนิยม 100 ทั้งสิ้น 35 เพลง 

ได้รับการบรรจุชื่อไว้ในทำเนียบหรือหอแห่งเกียรติยศร็อคแอนด์โรลในปี พ.ศ. 2529 และได้รับรางวัลแกรมมี Lifetime Achievement Award ในปี 2540

นิตยสารโรลลิงสโตน จัดให้The Everly Brothers ติดอันดับ 33 จาก "100 ศิลปินยอดเยี่ยมตลอดกาล" จากการจัดอันดับในปี 2547

เพลงที่มีชื่อเสียงของ The Everly Brothers ได้แก่เพลง "Bye Bye Love", "Wake Up Little Susie", "All I Have to Do Is Dream", "Devoted to You", "Bird Dog", "Cathy's Clown", "Ebony Eyes", "Walk Right Back", "Crying in the Rain", "('Til) I Kissed You"

พี่น้อง The Everly Brothers คนพี่ Isaac Donald Everly หรือ Don เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480 ส่วนน้องชาย Phillip Everly หรือ Phil เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2482 เป็นนักร้องดิวโอแนวคันทรีซึ่งมีอิทธิพลต่อศิลปินร็อคแอนด์โรลในเวลาต่อมาหลายคน เช่น วง The Beatles, The Beach Boys และ Simon and Garfunkel ที่กล่าวมาทั้งหมด เริ่มต้นแนวการร้องเพลงในช่วงแรกของพวกเขา ด้วยการนำเพลงของ The Everly Brothers มาขับร้องอีกครั้งทั้งสิ้น

ดิวโอมีชื่อเสียงในด้านการเล่นกีตาร์เอคูสติกและการร้องเพลงในแบบช่วงตัวโน๊ตดนตรีแคบ พวกเขาจัดว่าเป็นนักร้องคู่แนวร็อคแอนด์โรลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐ ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของพวกเขาทั้งคู่อยู่ในระหว่างปี พ.ศ. 2500 ถึง 2508

แนวทางการร้องเพลงของศิลปินพี่น้องคู่นี้ โดยทั่วไป "Don" จะเป็นผู้ร้องเสียงต่ำ ส่วน "Phil" จะร้องเสียงสูงกว่า ยกเว้นเพลง "Devoted to You" ที่ทั้งคู่สลับการร้องนำและคลอ 

ในวัยเยาว์

Don เกิดใน Powderly, Muhlenberg County มลรัฐเคนตั๊กกี้ ส่วน Phil เกิดที่ Chicago มลรัฐอิลลินอยส์ Ike Everly บิดาของพวกเขายึดอาชีพเป็นนักดนตรี ซึ่งพอมีชื่อเสียงบ้างในระดับท้องถิ่น ทั้งครอบครัวพ่อแม่ลูกเคยเปิดการแสดงดนตรีด้วยกันมาบ้างแล้ว ทำให้ทั้งคู่เริ่มเข้าสู่วงการดนตรีตั้งแต่บัดนั้น วงดนตรีของครอบครัวที่มีลูกชายทั้งสองร่วมร้องตั้งแต่ Don อายุได้ 7 ขวบ และ Phil เพียง 5 ขวบ จนกระทั่งทั้งคู่โตขึ้นอยู่ในระดับมัธยมต้น พวกเขาจึงแยกตัวออกจากครอบครัวมาเป็นดิวโอ

Chet Atkins นักดนตรีซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่ของครอบครัว ให้การช่วยเหลือดูแลพี่น้องคู่นี้เข้าสู่วงการดนตรี ถึงแม้ว่า Atkins จะมีสายสัมพันธ์อันดีกับค่ายเพลง RCA Records อยู่แล้ว แต่เขากลับชักนำทั้งคู่ให้กับค่าย Columbia Records ที่ซึ่งพวกเขาเริ่มอัดเพลงเป็นครั้งแรกในปี 2499 และก็เป็นธรรมดาที่ซิงเกิ้ลแรกที่ออกมาในชื่อ "Keep a Lovin' Me" จะล้มเหลว พวกเขาจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่กับค่ายเพลงใหม่

Atkins เพื่อนผู้แสนดี ยังคงให้กำลังใจพี่น้องทั้งสองให้คงร้องเพลงต่อไป และก็พาพวกเขามาให้ Wesley Rose แห่งค่ายเพลง Acuff-Rose รู้จัก ผู้ซึ่งรู้สึกชื่นชมความสามารถพิเศษทางด้านการแต่งเพลงของพวกเขา Rose เสนอทำสัญญากับพวกเขาในด้านการแต่งเพลงด้วยและเพิ่มเติมข้อเสนอในการอัดเพลงด้วย ดังนั้น พี่น้องดิวโอจึงตกลงตามเงื่อนไขในปลายปี 2499 จนล่วงมาต้นปีถัดมา Rose จึงพามาแนะนำกับ Archie Bleyer ที่กำลังเปิดค่ายเพลงใหม่อยู่พอดีในชื่อ Cadence Records ที่นี่เองที่ The Everly Brothers เริ่มทำเพลงของพวกเขาออกมาในนามของ Cadence เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2500

เพลงซิงเกิ้ลแรกที่เปิดตัว "Bye Bye Love" ขึ้นสู่ชาร์ตอันดับเพลงยอดนิยมในอันดับที่ 2 ต่อจากเพลง "Let Me Be Your Teddy Bear" ของ Elvis Presley ที่อยู่ในอันดับที่ 1 เพลงมียอดจำหน่ายในระดับล้านแผ่น

ด้วยเวลาอันรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วเพียงปี 2505 เท่านั้น The Everly Brothers สามารถทำรายได้รวมจากยอดจำหน่ายมากถึง 35 ล้านเหรียญ ทำให้วงดิวโอพี่น้องกลายเป็นกำลังหลักของค่ายเพลงทันที 

ต่อมาเมื่อร่วมทำงานเพลงต่อเนื่องกับ Bryant ผู้แต่งเพลง Bye Bye Love ก็มีเพลงยอดนิยมที่แต่งเพลงโดย Bryant ทั้งสิ้นออกตามมาอีก ซึ่งโด่งดังทั้งในสหรัฐและสหราชอาณาจักร ดังเช่น "Wake Up Little Susie", "All I have to Do is Dream", "Bird Dog" และ "Problems" นอกจากนี้ ก็ยังมีเพลง "('Til) I Kissed You" แต่งโดย "Don" ที่ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 5 ของสหรัฐ

The Everly Brothers ยังออกตระเวนการแสดงทางดนตรีร่วมกับ "Buddy Holly" ในช่วงปี 2500-2501 และเมื่อได้อ่านบันทึกอัตชีวประวัติของ Holly ที่เขียนโดย Phillip Norman จะพบว่า The Everly Brothers มีส่วนช่วยปรับปรุงรูปแบบการแต่งตัวของ Holy และวง The Crickets จากกางเกงยีนและเสื้อยืด มาเป็นชุดแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยดังเหมือนสหพันธ์นักศึกษากลุ่ม Ivy เช่นเดียวกับพวกเขาทั้งสอง Don กล่าวชื่นชม Holly ในด้านความเอื้อเฟื้อที่ช่วยแต่งเพลง "Wishing" ให้พวกเขา และ Phil ยังเพิ่มเติมอีกว่า "พวกเราต่างก็มาจากภาคใต้ด้วยกัน เรามีพื้นฐานเริ่มต้นมาจากเพลงลูกทุ่งแนวคันทรีเหมือนกัน"

หลังจากสามปีที่ Cadence วงก็ได้ย้ายสังกัดมาอยู่กับ Warner Bros. Records ในปี 2503 ด้วยสัญญากินเวลา 10 ปีที่มีมูลค่าหลายล้าน และก็ยังคงเดินหน้าออกเพลงยอดนิยมเพิ่มมาอีกเรี่อยๆ เพลง "Cathy's Clown" ซึ่งแต่งกันเอง ที่ออกมาเพลงแรกในนามค่ายเพลงใหม่ จำหน่ายได้มากกว่า 8 ล้านชุด ทำให้พี่น้องคู่นี้ทำสถิติยอดจำหน่ายสูงสุดทันที เพลงขึ้นสู่อันดับ 1 ของเพลงยอดนิยมในฟากสหราชอาณาจักร

ในบรรดาเพลงยอดนิยมที่ออกมาจากค่าย ยังรวมถึง เพลง "So Sad (To Watch Good Love Go Bad" (อันดับที่ 7),"Walk Right Back" (อันดับที่ 7), "Crying in the Rain" (อันดับที่ 6) และเพลง "That's Old Fashioned" (อันดับที่ 9) และยังมีเพลงที่อยู่ภายใต้ Cadence Records ที่นำออกมาจำหน่ายแล้วได้รับความนิยม นั่นคือเพลง "When Will I Be Loved" (อันดับที่ 8)

ทันทีที่พวกเขาเซ็นสัญญากับค่ายเพลง Warner Brothers พี่น้อง The Everly Brothers ก็แตกคอกับ Rose ซึ่งเป็นผู้จัดการที่ยังบริหารอยู่ที่ Acuff Rose อยู่ ทำให้ในเวลาต่อมาพวกเขาต้องยุติการเขียนงานเพลงให้ Rose ทั้งนี้รวมถึงการร่วมงานกับ Felice และ Boudleaux Bryant คู่สามีภรรยาที่แต่งเพลงยอดนิยมหลักๆในนามค่ายเพลงให้พวกเขาอีกด้วยเช่นกัน การทำงานกับ Rose สิ้นสุดลงในปี 2507 เมื่อถึงตอนนั้นทั้ง Don และ Phil ก็เริ่มต้นงานเขียนเพลงของตนเองขึ้นมา และก็ยังร่วมงานอิสระกับคู่สามีภรรยา The Bryants

No comments: