Stars Classic

Thursday, February 17, 2011

แฟรงกีย์ แวลลี และวงเดอะโฟร์ ซีซึนส์ Frankie Valli and The Four Seasons

แฟรงกีย์ แวลลีย์ (ซ้ายสุด) และวงเดอะโฟร์ ซีซึนส์

Frankie Valli (ชื่อแต่กำเนิด Francis Stephen Castelluccio) เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 เป็นนักร้องชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องนำของวง The Four Seasons นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักกันดีในด้านเสียงร้องสูงแหลมจนผิดธรรมชาติแบบ falsetto อันทรงพลังของเขา 

แฟรงกีย์ พร้อมกับสมาชิกวงคนอื่นๆ อันได้แก่ Tommy DeVito, Nick Massi, และ Bob Gaudio (ซึ่งต่างก็เป็นสมาชิกดั้งเดิมของวง The Four Seasons) ได้รับเกียรติยกย่องในฐานะศิลปินแนวร็อคแอนด์โรลของหอแห่งเกียรติยศ ทางด้านเพลงร็อคแอนด์โรล ในปี พ.ศ. 2533 และหอแห่งเกียรติยศนักร้องประเภทกลุ่มในปี 2542

แฟรงกีย์ มีเพลงยอดนิยม 29 เพลงที่ติดอยู่ใน 40 อันดับเพลงยอดนิยม ขณะเมื่ออยู่กับวง The Four Seasons หนึ่งเพลงขณะที่วงเริ่มมีชื่อเรียกใหม่ว่า "The Wonder Who" และอีก 9 เพลงในช่วงเป็นศิลปินเดี่ยว 

เพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในนามวง ในจำนวนนี้มีเพลง "Sherry", "Big Girl Don't Cry", "Walk Like a Man", "Rag Doll" และ "December 1963 (Oh, What a Night)" ส่วนเพลงในนามของศิลปินเดี่ยวมีเพลง "My Eyes Adored You", "Grease", "Can't Take My Eyes off You" และเพลง "You're Ready Now" ที่โด่งดังมากในสหราชอาณาจักรอย่างเหนือความคาดหมายในปี พ.ศ. 2513

Wednesday, February 16, 2011

นีล ซิดาก้า Neil Sedaka - Breaking Up is Hard to Do

ฟังผลงานเพลงยอดนิยมของเขาได้จาก link ข้างล่าง
นีล ซิดาก้า (เกิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2482) เป็นทั้งนักร้องเพลงพ๊อพ นักเปียโนและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เส้นทางอาชีพของเขาทางด้านการร้องเพลงยาวนานกว่า 50 ปี และก็เหมือนศิลปินคนอื่นในห้วงเวลาเดียวกันนั้นที่มีความสามารถนอกเหนือจากพรสวรรค์ทางด้านการร้องเพลง ที่เขาได้แต่งเพลงจำนวนมากในงานของตัวเองและคนอื่น ๆ มักจะทำงานร่วมกับ lyricists Howard Greenfield และ ศิลปิน Phil Cody


ในวัยเยาว์

นีลเกิดในบรูคลิน มลรัฐนิวยอร์ค บิดา, Mac Sedaka, เป็นชาวยิวเชื้อสายตุรกีอพยพ มีอาชีพขับแท็กซี่รับจ้าง ("Sedaka"เป็นคำที่แปลงมาจาก tzedaka -- ภาษายิวฮิบรูแปลว่าการกุศล) มารดาคือนาง Eleanor (Appel) ชาวยิวเชื้อสาย โปแลนด์ -รัสเซีย อาศัยในอพาร์ทเมนท์ที่ไบรตันบีช เมืองบรูคลิน

เริ่มฉายแววถนัดทางด้านดนตรีเมื่อเรียนอยู่ในชั้นเรียนประสานเสียงระดับที่สองและเมื่อครูของเขาเขียนโน๊ตส่งมาที่บ้านแนะนำให้เขาใช้เวลาเรียนเปียโน มารดาของเขาจึงขวนขวายทำงานรับจ้างพิเศษในห้างสรรพสินค้า อับราฮัมแอนด์เสตราส์ เป็นเวลากว่าหกเดือนเพื่อนำไปเป็นค่าเปียโนเก่ามือสอง ซึ่งเขาก็เล่นเปียโนได้ดีจนในปี 2490 เขาไปแข่งขันทดสอบความสามารถทางด้านเปียโนที่โรงเรียนเตรียมความพร้อมทางด้านดนตรีสำหรับเด็ก Juilliard จนชนะได้ทุนการเรียนเปียโน ซึ่งเขาต้องเข้าเรียนทุกวันเสาร์ นีลชอบขับร้องเพลงพ๊อพมาก จนวันหนึ่ง ขณะอายุเพียง 13 ปี เพื่อนบ้านได้ยินที่เขาร้องจึงพาเขามาให้รู้จักกับลูกชายของเธอเองที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอายุ 16 ปี ที่ชื่อว่า Howard Greenfield บุคคลผู้ซึ่งต่อมาเป็นทั้งนักกวีและผู้แต่งเนื้อร้องเพลง ทั้งสองเริ่มเป็นเพื่อนกันช่วยแต่งเพลงด้วยกันในเวลาต่อมา

เส้นทางสู่ดวงดาว

หลังจากจบจากโรงเรียนมัธยมปลายลินคอล์น นีลและเพื่อนร่วมชั้นได้ก่อตั้งวงขึ้นมาชื่อวงว่า The Tokens วงดนตรีมีชื่อเสียงบ้างในระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนตัวสมาชิกวงสองสามคนในปี 2504 วง The Tokens ก็สามารถนำเพลงขึ้นสู่อันดับหนึ่งของเพลงยอดนิยมในสหรัฐด้วยเพลง "The Lion Sleeps Tonight" ในเวลาเดียวกันนั้น นีลหนุ่มน้อยก็มีโอกาสได้เปิดตัวเพลงเดี่ยวออกมา 3 เพลง นั่นคือ "Laura Lee", "Ring-a-Rockin'" และ "Oh, Delilah!" แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า (แม้ว่าเพลง "Ring-a-Rockin" ทำให้เขาได้ออกในรายการ American Bandstand ของ Dick Clark ได้ก็ตาม) แต่ทั้งนี้ หลายคนก็เริ่มเห็นประกายความสามารถในการเป็นนักร้องเดี่ยวของเขา จน ค่ายเพลง RCA Victor ตกลงเซ็นสัญญาการทำเพลงกับเขา

เพลงซิงเกิ้ลแรกที่เปิดตัวกับ RCA คือเพลง Diary ได้ขึ้นสู่อันดับเพลงยอดนิยมในลำดับที่ 14 ตามมาด้วยซิ้งเกิ้ลที่สองและที่สามซึ่งทำได้ไม่ดีนัก เมื่อเขาผิดหวังจากผลงานครั้งถัดมานี้ของเขา เขาตัดสินใจไปซื้อเพลงฮิตยอดนิยมต่างๆมาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามเรียนรู้ในเรื่องการผสมผสานทางด้านตัวโน๊ตดนตรี และเนื้อร้อง เพื่อค้นหาว่าทำไมถึงได้รับความนิยมนัก เมื่อทำอย่างนี้แล้ว เขาก็เริ่มถักทองานเพลงของเขาขึ้นมาใหม่ จนได้เพลง "Oh! Carol" เนื้อเพลงอุทิศให้กับอดีตคนรักเก่าของเขาเองและต่อมาเธอยังเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงด้วย เธอคือ 'Carol King' เพลงขึ้นสู่อันดับที่ 9 (Carol King ออกเพลงโต้ตอบ "Oh! Neil" ออกมาในปีเดียวกัน)

นีลเริ่มมีเพลงนิยมตามมาอีกหลายต่อหลายเพลง ในช่วงปี 2503 - 2505 ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ "Stairway to Heaven" (อันดับที่ 9, ปี 2503), "You Mean Everything to Me" (อันดับที่ 17, ปี 2503), "Calendar Girl" (อันดับที่ 4, ปี 2504), "Happy Birthday Sweet Sixteen" (อันดับที่ 6, ปี 2504), เพลงประจำตัวของเขาต่อมา "Breaking Up is Hard to Do" (อันดับที่ 1, ปี 2505), "Next Door to an Angel" (อันดับที่ 5, ปี 2505), "Laughter in the Rain"






Monday, February 14, 2011

สนูปี้ Snoopy and the Peanuts Gang

สนูปี้เป็นตัวการ์ตูนสมมติในฉบับแทรกประจำวันอาทิตย์ของหนังสือพิมพ์ ซึ่งวาดโดย Charles M. Schulz เป็นสุนัขเลี้ยงพันธุ์บีเกิ้ลของชาร์ลี บราวน์  สนูปี้เริ่มต้นในฉากการ์ตูนเป็นสุนัขที่ค่อนข้างปกติ แต่ในที่สุดก็พัฒนาไปเรี่อยๆจนเป็นตัวละครที่มีสีสันมากที่สุดของเรื่องและยังเป็นตัวการ์ตูนละครขำขันที่มีผู้จดจำและรู้จักมากที่สุดของโลก ภาพวาดต้นฉบับของสนูปี้มีลักษณะตามแบบสุนัชในวัยเด็กของ Schulz ที่ชื่อว่า "Spike"
สนูปี้ และเพื่อนๆเดอะพีนัทสแกงก์

ชาร์ลี บราวน์
 เจ้าของสนูปี้

แซลลี่ บราวน์
สนูปี้ตามวันเกิดที่นับจากวันที่เริ่มปรากฏตัวในละครคือวันที่ 4 ตุลาคมปี พ.ศ. 2493 เพียงสองวันหลังจากงานเขียนเปิดตัวในหนังสือพิมพ์  แต่เพิ่งจะมีการระบุอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 10 พฤศจิกายน  เดิม Schulz จะเรียกเขาว่า "Sniffy"(ตามที่อธิบายไว้ในหนังสือครบรอบปีที่ 25 ของเขา) จนเมื่อเขาพบว่าชื่อที่ใช้มีคนใช้ไปแล้วในการ์ตูนขำขันอีกเรื่องหนึ่ง เขาจึงเปลี่ยนมาเป็น "Snoopy" ตามที่เขาจำได้ว่าแม่ของเขา "Dena Schulz" คิดว่าถ้าครอบครัวของพวกเขาจะหาสุนัขที่สามมาเลี้ยงเพิ่มอีกก็ควรจะเรียกว่า Snoopy ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายรักเอ็นดูในภาษานอร์เวย์ (จริงๆคำที่ถูกต้องตามภาษานั้นคือคำว่า "Snuppa")

แฟรงคลิน
มาร์ซี่ย์
ไวโอเลท  เกรย์

แพทริเชีย
"เปปเปอร์มินท์ แพทตี้"
 รายชาร์ดท์
ในระยะแรก ยังไม่ชัดเจนนักว่าใครเป็นเจ้าของสนูปี้ ดังฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2494  Charlie Brown  กล่าวหาว่าเจ้าสนูปี้ติดตามเขา แต่ Patty บอกเขาว่าเจ้าสนูปี้ไม่ได้ตามเขา เพียงแต่ว่าอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันเท่านั้น แท้จริงในระยะต้นๆของงานเขียนการ์ตูน สนูปี้คลุกคลีอยู่กับ Shermy และ Patty  โดยไม่มี Charlie Brown มาเกี่ยวข้องด้วยเลย (ในการ์ตูนตอนหนึ่งเจ้าสนูปี้อยู่ในสายจูงวิ่งโดย Shermy อยู่) เสมือนว่าสนูปี้เป็นสุนัขของเด็กๆทั้งหมดในละแวกใกล้เคียง คล้ายกับสุนัขชื่อ Pete ซึ่งเป็นสุนัขในละครตลก "Our Gang" ซึ่งเป็นสุนัขของทุกคน (ในยุคนั้น โดยทั่วไปแล้วสุนัขสามารถเที่ยวเตร่ในเขตท้องถิ่นของตนและเล่นกับเด็กในพื้นที่แถวบ้าน จากนั้นจึงค่อยกลับไปยังบ้านของตน) 
แพทตี้
ในงานเขียนช่วงแรกๆ
พิกเพน

ชโรเดอร์
เชอร์มี่
ในงานเขียนช่วงแรกๆ
จนกระทั่งในเวลาต่อมา Charlie Brown ได้บอกกับทุกคนว่าพ่อแม่ของเขาซื้อสนูปี้มาให้เขาจากฟาร์มสุนัข ที่ชื่อว่า Daisy Hill Puppy Farm หลังจากที่มีเด็กอื่นแกล้งสาดทรายใส่เขาขณะที่เล่นก่อกองทรายกันอยู่

สนูปี้เป็นตัวละครเงียบที่ยังไม่มีบทพูดในช่วงสองปีแรก จนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 เขาจึงเริ่มปรุงแต่งคำพูดของเขาสื่อให้ผู้อ่านทราบผ่านทางบอลลูนความคิด  Schulz นั้นภายหลังได้ใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นประโยชน์กับตัวละครเกือบทั้งหมดของเขาในการ์ตูนแต่ละตอน ในตอนแรกสนูปี้ก็เป็นสุนัขปกติทั่วไปที่มีวลีง่ายๆ (เช่น "อาหาร") แต่จากนั้นกลายมาเป็นช่างพูดมากขึ้น

รีรัน แวน เพลท์


ลินัส แวน เพลท์

ลูซี่ แวน เพลท์

วู๊ดสตอค เป็นนก
เพื่อนของสนูี้ปี้
นอกเหนือจากความสามารถพิเศษของสนูปี้ที่ "พูด" ความคิดของเขาสื่อให้ผู้อ่านทราบแล้ว ตัวละครที่เป็นคนในเรื่อง ยังมีความสามารถอันน่าพิศวงที่อ่านความคิดของเขาและตอบสนองต่อเขาได้เช่นกัน ทว่าการ์ตูนเรื่อง Peanuts ในภาพยนตร์และโทรทัศน์ ความคิดของสนูปี้ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดได้ ดังนั้น อารมณ์และความรู้สึกของเขาจึงสื่อผ่านโดยการคำราม เสียงคราง เสียงหัวเราะ หรือการเปล่งเสียงพยางค์เดียวเช่น "bleah" "hey" เป็นต้น รวมทั้งแสดงในแบบละครใบ้ ยกเว้นการประยุกต์ในละครแนวดนตรี เรื่อง You're a Good Man, Charlie Brown และ  Snoopy! The Musical  ซึ่งความคิดของสนูปี้ต้องสื่อผ่านเสียงสูง  (โดย Robert  Towers และ Cam Clarke ตามลำดับ)

Friday, February 11, 2011

จอห์นนี่ ทิลลอทสัน Johnny Tillotson - Poetry in Motion

ฟังผลงานเพลงของเขาได้จาก link ข้างล่างนี้ 
Johnny Tillotson (เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2482 ที่ Jacksonville มลรัฐ Florida) เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ผลงานเพลงได้รับความนิยมมากในยุคปี 2503 สามารถขึ้นสู่สิบอันดับเพลงยอดนิยมได้ เช่น เพลง "Poetry In Motion" รวมไปถึงเพลงที่เขาแต่งขึ้นเอง "It Keeps Right On A-Hurtin'" นอกจากนี้เขายังขับร้องเพลง "Yellow Bird" ซึ่งเป็นเพลงที่ตัดแปลงมาจากเพลง "Choucoune" ของชาวไฮติ

ในวัยเยาว์

เป็นบุตรชายของนาง Doris และนาย Jack Tillotson บิดาเป็นนักจัดรายการเพลง พออายุได้ 9 ขวบจึงย้ายมาอาศัยที่ Palatka รัฐ Florida เขาเริ่มงานในสายอาชึพนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กขณะตามบิดาไปทำงานที่สถานีวิทยุ ในช่วงที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนระดับมัธยม Palatka เขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องและมีชื่อเสียงในระดับท้องถิ่นบ้าง เขาได้ไปออกรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศประจำท้องถิ่นในรายการที่ใช้ชื่อว่า Toby Dowdy ที่ Jacksonville ต่อมาก็เริ่มมีรายการโชว์เป็นของตนเองบ้างที่สถานีท้องถิ่น
ในปี 2500 ในขณะศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย University of Florida เขาเข้าแข่งขันในรายการที่สรรหาผู้ร้องเพลง เขาสามารถผ่าน ได้ถึงรอบชิงชนะเลิศในคราวที่สถานที่แข่งขันจัดขึ้นที่เมือง Nashville มลรัฐเทนเนสซี่ กิตติศัพท์เลื่องลือไปถึงหู Archie Bleyer เจ้าของค่ายเพลง Cadence Records ซึ่งทำสัญญาร่วมกับเขาเป็นเวลากว่า 3 ปี เพลงซิงเกิ้ลแรกที่ออกมาคือเพลง "Dreamy Eyes"/"Well I'm Your Man" ราวเดือนกันยายน ปี 2501 เป็นเพลงที่เขาแต่งเนื้อร้องเอง เพลงได้รับความนิยมเข้าสู่ 100 อันดับยอดนิยมของบิลบอร์ด

หลังจากจบปริญญาตรีในคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ในอีกหนึ่งปีต่อมา เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองนิวยอร์ค เพื่อมุ่งแสวงหาความรุ่งเรืองในสายอาชีพทางดนตรี

ปลายปี 2499 เพลงซิงเกิ้ล "True True Happiness" และ "Why Do I Love You So" รวมไปถึงเพลงในแนว "R&B" "Earth Angel" และ "Pledging My Love" เข้าลึกสู่อันดับเพลงยอดนิยมในช่วงต้น 50 อันดับแรกได้

จนมาถึงเพลงซิงเกิ้ลของชิ้นงานที่ 6 "Poetry in Motion" เพลงในจังหวะเร่งเร้าสนุกสนาน ซึ่งประพันธ์เพลงโดย Paul Kaufman และ Mark Anthony ทำการบันทึกลงแผ่น ที่เมือง Nashville ช้วงดนตรีเฉพาะกิจ ซึ่งรวมไปถึง Boots Randolph มือแซ็กโซโฟน และ Floyd Cramer มือเปียโน ผลงานเพลงออกสู่ตลาดในราวเดือนกันยายน ปี 2503 ขึ้นสู่อันดับเพลงยอดนิยม ลำดับที่ 2 และ 1 ในอันดับเพลงยอดนิยมของสหรัฐ และสหราชอาณาจักรตามลำดับ

เขาทำตามคำแนะนำของ Bleyer ที่ให้มุ่งเน้นทางด้านงานเพลงในช่วงแรกก่อนที่จะมาปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ ดังนั้นต่อมาเขาจึงได้เริ่มขึ้นปกนิตยสารในฐานะ "Teen Idol" เพลงในลำดับถัดมา "Jimmy's Girl" ได้รับความนิยมในอันดับที่ 25 และ 43 ของสหรัฐและสหราชอาณาจักร ต่อจากนั้น เพลงที่ช่วยกู้หน้าให้เขากลับมาได้รับความนิยมอีก คือเพลง "Without You" แต่น่าเสียดายที่อังกฤษกลับไม่ค่อยได้รับความนิยม

ต้นปี 2505 เขาแต่งเพลงขึ้นมาใหม่จากแรงบันดาลใจที่เห็นบิดาของเขาเจ็บป่วยในช่วงท้ายของชีวิตของท่าน เพลง ใช้ชื่อว่า "It Keeps Right On A-Hurtin'" ขึ้นสู่อันดับที่ 3 ของสหรัฐ และยังถือเป็นเพลงแรกในแนวคันทรี ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของเพลงแนวเดียวกัน เพลงดังกล่าวทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลของแกรมมี่ในสาขาดนตรีแนวคันทรีและเพลงลูกทุ่งตะวันตก ศิลปินในรุ่นหลังๆนำเพลงมาขับร้องใหม่เป็นจำนวนมากไม่เว้นแม้แต่ Elvis Presley และ Billy Joe Royal ที่กลับมาได้รับความนิยมในปี 2528


"Poetry In Motion"
"And It Keeps Right a Hurtin'"
"Earth Angel"
"Why Do I Love You So"
"Yellow Bird"
"Without You"
>>> โปรดติดตาม ยังมีต่อ