Stars Classic

Sociable

Monday, January 10, 2011

ริคกี้ เนลสัน Ricky Nelson -Travelin' Man


ริิคกี้ เนลสัน Travelin' Man
ชื่อเต็มว่า เอริก ฮิลลิเอิร์ด (คำออกเสียง แต่คำสะกดว่า Eric Hilliard) เนลสัน (8 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2528) เป็นที่รู้จักกันดีว่า ริคกี้ เนลสัน หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ริค เนลสันนั้น เป็นทั้งนักแต่งเพลง, นักร้อง และนักแสดงชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งเพลงของเขาได้รับความนิยมเข้าสู่ 100 อันดับร้อนแรงของบิลบอร์ดชาร์ต มากถึง 53 เพลง ในห้วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2500 จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2516 และในจำนวนนี้ยังไต่ขึ้นถึงอันดับยอดนิยมหนึ่งในสิบจำนวน 19 เพลง ภายหลังเขาได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแนวร็อคแอนด์โรล ของทำเนียบดาราแห่งเกียรติยศ เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2530
ริคกี้ เริ่มต้นอาชีพของเขาในปี พ.ศ. 2492 โดยแสดงเป็นตัวเขาเองในละครชุดทางวิทยุ เรื่อง การผจญภัยของออสซี่ย์และแฮร์เรียท ต่อมา ในปี พ.ศ. 2495 เริ่มแสดงทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในละครของครอบครัว เขาได้บันทึกเพลงอัลบั้มเดี่ยวของเขาในปี พ.ศ. 2500 และเปิดตัวในฐานะนักร้องจากละครชุดซิทคอมทางโทรทัศน์ ภายใต้ชื่อ ริคกี้
ในปี พ.ศ. 2501 ได้ออกซิงเกิ้ลเพลงชื่อ "Poor Little Fool" ถัดจากนั้นมาเพียงปีเดียว ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำ ในฐานะนักแสดงชายดาวรุ่งหน้าใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุด จากผลงานการแสดงในหนังคาวบอยตะวันตกเรื่อง "Rio Bravo" หลังจากนั้นก็ยังแสดงอีกหลายเรื่อง จนกระทั่งละครชุดทางโทรทัศน์ถูกยกเลิกในที่สุดในปี พ.ศ. 2509 ภายหลังริคกี้ยังคงมาปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญ ในรายการโทรทัศน์ต่างๆบ้างเป็นครั้งคราว

ริคกี้ เนลสัน สมรสกับชารอน คริสทิน ฮาร์มอน ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2506 และหย่าขาดกันในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2525 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 4 คน: เทรซี่ย์ คริสทีน, ลูกชายฝาแฝด กันน่าร์ เอริก และแมธธิว เกรย์ และคนสุดท้องชื่อแซม ฮิลลิเอิร์ด

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ลูกชายที่เกิดกับจอร์เจี้ยน ครูว์และริคกี้ ได้ถือกำเนิดขึ้น ท่ามกลางข้อกังขา ซึ่งภายหลังผลทดสอบเลือดจะช่วยยืนยันว่า ริคกี้เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็กชายตัวน้อยนั้นจริง ขณะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบิน เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2528 เขาได้หมั้นหมายกับเฮเลน แบลร์แล้ว

ชีวิตในวัยเยาว์


ริคกี้เป็นบุตรคนที่สอง ของนายออสซี่ย์ เนลสัน นักร้องในวงดนตรีชื่อดัง ผู้มีเชื้อสายสวีดิชกับภรรยานางแฮร์เรียท ฮิลลีเอิร์ด เนลสัน (หรือชื่อเดิมก่อนสมรส เป็กกี้ หลุยส์ สนิดเดอร์) ซึ่งเป็นนักร้องนำที่มีชื่อเสียง

ริคกี้เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ตามเวลา 13:25 น. ที่โรงพยาบาลโฮลี่เนมในเมืองทีเนค, มลรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ในเวลานั้น นางแฮร์เรียทมารดายังคงปักหลักอาศัยอยู่ที่เดิมพร้อมกับบุตรชายคนโต ในเมืองอิงเกิ้ลวู๊ด, มลรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ จนกระทั่งเดวิด ออสซี่ย์ พี่ชายของเขาออกตระเวนแสดงทางดนตรีทั่วประเทศกับวงเนลสันออร์เคสตร้า

ครอบครัวเนลสันซื้อบ้านสองชั้นสไตล์โคโลเนียลในเมืองเทนน่าฟลาย, มลรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ที่ซึ่งบิดาและมารดา,นายออสซี่ย์และนางแฮร์เรียท, ยังคงแสดงและปรากฏตัวให้เห็นในซีซั่นของเรื่อง "Red Skelton's Raleigh Cigarette Hour" ระหว่างปี พ.ศ. 2484 - 2485   ริคกี้ ณ เวลานั้นยังคงอยู่ในความดูแลของยายของตน

ครอบครัวเนลสันได้ตัดสินใจซื้อบ้านอีกครั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2484 ซึ่งในเวลาต่อมาจะเป็นที่พำนักถาวรของครอบครัว ณ บ้านเลขที่ 1822 บ้านสีเขียว-ขาว สองชั้น อยู่ในหมู่บ้านเคปคอด โคโลเนียล, เคามิโน, ปาร์มเมโร่, ลอสแองเจลิส  จากนั้นไม่นานในราวปี พ.ศ. 2485 ริคกี้จึงได้ตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่อาศัยร่วมกับพี่ชายและบิดามารดา ในที่สุด
ริคกี้นั้นเป็นเด็กค่อนข้างผอมบางและมีอารมณ์ไม่มั่นคงนัก อันเกิดจากความทุกข์ทรมานของโรคหอบหืดในขั้นที่รุนแรง ต้องใช้เครื่องพ่นไอระเหยจำพวกสมุนไพรทิงเจอร์ชนิดหนึ่ง เพื่อช่วยการนอนในแต่ละคืน จอห์น กิวเดล ผู้กำกับเรื่อง "Red Skelton" บรรยายลักษณะของริคกี้ เมื่อครั้งยังเป็นเด็กไว้ว่า ริคกี้เป็นเด็กชายตัวน้อยที่ทั้งแปลก, น่ารัก, ขี้อาย, เก็บตัว, เงียบขรึมและลึกลับอยู่ในตัว ตัวกิวเดลเองตอนนั้น ยังสร้างละครวิทยุเรื่องการผจญภัยของออสซี่ย์และแฮร์เรียท ให้กับบิดามารดาของริคกี้อยู่ ในขณะเมื่อ "Skelton" ได้เริ่มถูกเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2487  เมื่อละครจัดแสดงจริงและเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2497 และมีผู้ชมชื่นชอบเป็นอย่างมาก ที่สุดแล้ว นายออสซี่ย์ผู้พ่อก็กลายมาเป็นนักเขียนบทละคร ระดับหัวหน้าของการแสดงชุดนี้ และนายออสซี่ย์ ซึ่งเป็นบิดาของริคกี้ ก็เขียนบทเรี่อยมาโดยอิงเค้าโครงเรื่องจริง จากความไม่ลงรอยและการชิงไหวพริบกันเอง ในระหว่างพี่น้องจากบุตรชายทั้งสองของตน
เรื่องราวของพี่น้องเนลสันนั้น แท้ที่จริงแล้วเมื่อเริ่มแสดงออกอากาศทางวิทยุ ใช้นักแสดงเด็กมืออาชีพมาก่อนหน้านั้นแล้ว จวบจนกระทั่งเดฟอายุได้ 12 ขวบ และริคกี้อายุ 8 ขวบ พวกเขาจึงได้มีโอกาสแสดงจริงด้วยตัวเองในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 โดยใช้ชื่อตอนว่า "Invitation to Dinner"

พี่น้องเนลสันเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากภาพยนตร์เรื่อง "Here come the Nelsons" ซึ่งได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ทำให้นายออสซี่ย์ บิดามีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ครอบครัวของตนสามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลง จากยุคความรุ่งเรืองของคลื่นวิทยุ เข้าสู่ยุคจอตู้โทรทัศน์ได้

และแล้วในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ละครโทรทัศน์ของครอบครัวชื่อเดียวกันนี้ ก็ได้ออกอากาศเป็นครั้งแรกและฉายต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2509 ถือเป็นละครซิทคอม ที่ฉายต่อเนื่องยาวนานเป็นประวัติกาลอีกเรื่องหนึ่ง

การศึกษา
ริคกี้เข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนการ์ดเนอร์ สตรีท ต่อด้วยโรงเรียนระดับประถมและมัธยมแบนครอฟท์ และ โรงเรียนมัธยมฮอลลีวู๊ด จบการศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ย B ในราวปี พ.ศ. 2497 และ 2501 เขายังชอบเล่นฟุตบอลในขณะเมื่อเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมฮอลลีวู๊ด และเป็นตัวแทนของโรงเรียนในการแข่งขันเทนนิส
ริคกี้ เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เดอะ ลอสแองเจลิส วีคลี่ย์ ภายหลังอีก 25 ปีต่อมา ว่าเขาเกลียดโรงเรียนมาก เพราะ "มีแต่กลิ่นดินสอ" นอกจากนี้ เขายังถูกบังคับให้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเรียนให้ทันอีกด้วย

ที่โรงเรียนมัธยมฮอลลีวู๊ด ริคกี้ถูกกลุ่มภราดรภาพในชื่อ เดอะ เอล์คสเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่รักกีฬาและรวมตัวกัน ทางกลุ่มพยายามต่อต้านและกีดกันเขาไม่ให้เข้าเป็นสมาชิก โดยอ้างว่าเขามีนิสัยเถื่อนเกินไป แม้ว่าสมาชิกหลายๆคนในกลุ่ม ที่จริงแล้วก็เป็นเพื่อนของครอบครัวมาก่อน และชอบมาเล่นบาสเกตบอลที่บ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่รอบๆสระว่ายน้ำในบ้านของเขา และเพื่อเป็นการแก้เผ็ด ริคกี้จึงเข้าร่วมกับกลุ่ม เดอะ รูกส์ ซึ่งเป็นวัยรุ่นชมรมรถ "ซิ่ง" ของโรงเรียนมัธยมไซด์เบิร์น ที่นิยมสวมแจกเก็ตหนังและรองเท้าบู๊ตมอเตอร์ไซต์

เขายังสักลวดลายที่มือ ข้อมือ และหัวไหล่ ใช้หมึกเฮนน่าจากอินเดีย กับเข็มเย็บผ้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังหวีและเสยผมด้วยน้ำมัน และยังติดตามกลุ่มไปก่ออาชญากรรมในยามวิกาล ตามย่านฮอลลีวู๊ด บูลเลอวาร์ด เลือกสุ่มลอบดักตีผู้คนที่ผ่านไปมา หรือกระทำอนาจาร 
ริคกี้เคยถูกจับเข้าคุกอยู่สองครั้ง อันเป็นผลพวงต่อเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับกลุ่มเดอะรูกส์  และยังเคยรอดพ้นจากการถูกลงทัณฑ์ ฐานมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากไม่เป็นเพราะบิดาเข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ได้ทัน หนำซ้ำบิดาและมารดาของเขาเองกลับถูกสังคมตำหนิต่อว่าเชิงตักเตือน ในเรื่องของบุตรชายทั้งสอง ที่แม้เป็นดาราที่มีชื่อเสียงแล้ว แต่กลับยังคงทำตัวเหลวไหลไม่เหมาะสม ในการเป็นตัวแทนด้านภาพลักษณ์ของอเมริกันชน แม้เพียงสักน้อยนิด ต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากนำมาเทียบกับบิดาและมารดา, นายออสซี่ย์และนางแฮร์เรียท ที่ได้รับการเชิดชูในเรื่องดังกล่าว ดังนั้นพวกเขาทั้งคู่จึงรีบตัดไฟแต่ต้นลม จัดการให้ริคกี้เลิกยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มเดอะรูกส์ ด้วยการห้ามสมาชิกที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในกลุ่ม เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตใดๆของริคกี้และครอบครัวของพวกเขาอีก นับแต่นี้ต่อไป

นายออสซี่ย์ เนลสัน ผู้เป็นบิดา นั้นเคยเป็นศิษย์เก่าของสโมสรนักศึกษารัทเจอร์สของมหาวิทยาลัย แห่งรัฐนิวเจอซี่ย์ และจัดเป็นนักเรียนที่เรียนดีอีกคนหนึ่ง ทว่าริคกี้ ซึ่งแม้มีอายุเพียง 18 ปีในขณะนั้น กลับมีรายได้หลังหักภาษีเป็นกอบเป็นกำแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นประโยชน์อันใดในการเข้าศึกษาเล่าเรียนต่อ เมื่อเขาอายุได้เพียง 13 ปี เขามีรายได้ต่อปีเฉลี่ยที่ 100,000 ดอลล่าร์ และ 500,000 ดอลล่าร์ เมื่ออายุได้เพียง 16 ปีเท่านั้น
บิดาและมารดา คือผู้ปกครองที่ช่วยดูแล และบริหารความมั่งคั่งทางการเงินของริคกี้ตลอดมา โดยให้เขาได้ใช้จ่ายผ่านการจัดสรรของกองทุนทรัสตี ถึงกระนั้นก็ตาม ริคกี้ยังได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงรายวันราว 50 เหรียญ เมื่อขณะเขาอายุ 18 ปี ตัวริคกี้เองก็มีความสามารถเสาะหาช่องทางในการหาเงินได้เก่งพอตัว ตัวอย่างเห็นได้จากเย็นวันหนึ่ง ที่เขาเก็บขวดโซดาเปล่า เพื่อนำไปแลกเป็นเงินค่าตั๋วดูหนังสำหรับตัวเขาและคู่เดท แต่ก็เหมือนกับคนที่เกิดมาร่ำรวยส่วนใหญ่นั่นแหละ ที่มักมีนิสัยเย่อหยิ่งทระนงตนในความร่ำรวย แต่แท้จริงแล้วกลับไม่เคยเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับเงินของตัวเอง!



สัญญาที่ริคกี้ทำกับค่ายเพลง Capitol Records ที่มีผู้ประมูลได้ต้นฉบับนี้ไปเมื่อเร็วๆนี้ในมูลค่า  266  เหรียญหรือประมาณราวแปดพันกว่าบาท
งานเพลง
ผลงานเปิดตัว
ริคกี้เล่นขลุ่ยคลาริเนตและกลองเป็นแล้วตั้งแต่ครั้งยังเป็นวัยรุ่นอยู่ นอกจากนี้ยังเล่นคอร์ดกีต้าร์พื้นฐานได้บ้าง และชอบร้องเพลงเลียนแบบ "Sun Records" ศิลปินคนโปรดแนวเพลงคันทรี่ ในห้องน้ำที่อยู่ภายในบ้านของตัวเอง หรือแม้แต่ในที่สาธารณะ ในห้องอาบน้ำ ขณะอยู่ในสโมสรกีฬาเทนนิส ลอสแองเจลิส เขาจัดว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่คลั่งไคล้ และได้รับอิทธิพลแนวเพลงจากศิลปินที่ชื่อ คาร์ล เพอร์คินส์ ซึ่งเขาเคยพูดเอาไว้คราวหนึ่งว่า พยายามเทียบเคียง, เลียนแบบเสียง อีกทั้งจังหวะจะโคนของเสียงกีต้าร์ ในท้วงทำนองของเพลงของเพอร์คินส์ เพลงหนึ่ง ซึ่งติดอันดับทอปเทนที่ชื่อว่า "Blue Suede Shoes" มาแล้ว
ขณะอายุ 16 ปี ริกกี้พยายามทำให้เพื่อนหญิงคนหนึ่ง ซึ่งคลั่งไคล้ และเป็นแฟนเพลงตัวยง ของเอลวิส เพลสลี่ย์ รู้สึกประทับใจในตัวเขา ด้วยการกุเรื่องขึ้นมาว่า เขากำลังจะได้เข้าอัดแผ่นเสียงเร็วๆนี้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ริคกี้ยังไม่มี แม้กระทั่งสัญญาอะไรที่เป็นลายลักษณ์อักษรเลยว่า จะมีข้อเสนอให้เข้าอัดเพลงใดๆเลย
และแล้วในที่สุด เขาก็ได้เข้าร่วมทำงานเพลงจนได้กับบริษัทเวิร์ฟ เรคคอร์ด จากความช่วยเหลือของบิดาอีกเช่นเคย  ในตอนนั้นเวิร์ฟ เรคคอร์ด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อในแนวเพลงแจ๊ส และกำลังอยู่ระหว่างการสรรหาคนหนุ่มสาวหน้าใหม่ ที่มีบุคลิกโดดเด่นน่าสนใจ และสามารถร้องเพลง หรือฉายแววการร้องเพลง หากได้รับการฝึกปรือที่เหมาะสม จนกระทั่งในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2500 ริคกี้ก็สมใจปรารถนาได้เข้าอัดเพลงตามมาตรฐานชั้นดีที่ห้องอัดเสียงของแฟท  โดมิโน ซึ่งเป็นศิลปินนักร้องและนักแต่งเพลงแนวอาร์แอนด์บี จากเพลงชื่อ "I'm Walkin" และเพลง "A Teenager's Romance" (ซึ่งออกจำหน่ายในราวเมษายน พ.ศ. 2500 และถือเป็นซิงเกิ้ลแรกของเขา) รวมไปถึงเพลง "You're My One and Only Love"
แต่ก่อนที่ซิงเกิ้ลเพลงชุดนี้จะวางจำหน่าย, ริคกี้ได้เปิดตัวเองด้วยเพลง "I'm Walkin" ในแนวเพลงร็อคแอนด์โรล ในละครชุดทางโทรทัศน์เรื่องออสซี่ย์และแฮร์เรียท โดยใช้ชื่อตอนว่า "ริคกี้มือกลอง" แต่ว่าไม่ได้ร้องเพลงเองจริงๆ แค่ขยับปากไปตามทำนองที่อัดไว้ล่วงหน้าแล้วเท่านั้น ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เขายังปรากฏตัวที่โรงเรียนมัธยมแฮมิลตัน ลอสแองเจลิส ในช่วงพักเที่ยง ในฐานะนักร้อง ต่อสาธารณชน ร่วมร้องเพลงการกุศลกับวงดนตรีเพลงพอพที่ชื่อวงโฟร์เพรบส์ และได้รับการต้อนรับอย่างดี ด้วยเสียงตะโกนกรีดร้องอย่างคลั้งไคล้เอาเป็นเอาตาย จากเด็กวัยรุ่นในวันนั้น ที่ได้ชมละครโทรทัศน์ตอนเปิดตัวของเขาด้วย
เพลง "I'm Walkin" ขึ้นสูงสุดในอันดับที่ 4 ของอันดับเพลงขายดีบิลบอร์ดชาร์ต และเพลงจากอีกด้านของแผ่นเสียง ชื่อ "A Teenager's Romance" ก็ไต่ทะลุขึ้นสู่อันดับที่ 2 อย่างรวดเร็ว และในทันที่ละครชุดทางโทรทัศน์หยุดพักออกอากาศในช่วงฤดูร้อน ริคกี้ก็ได้ตระเวนเดินสายออกทัวร์เป็นครั้งแรก ได้เปิดแสดงตามที่ต่างๆใน 4 มลรัฐ รวมถึง โอไฮโอ และวิสคอนซิน ที่ซึ่งเขาได้ร่วมร้องเพลงกับวงเดอะโฟร์เพรบส์ ซึ่งช่วยทั้งเปิดและปิดการแสดงให้เขาด้วย

อัลบั้มแรก, การก่อตั้งวงดนตรี และการขึ้นสู่อันดับหนึ่งของเพลง

ในช่วงต้นฤดูร้อนของปี พ.ศ. 2500 ออสซี่ย์ เนลสันดึงตัวริคกี้ออกจากเวิร์ฟ หลังจากเิกิดข้อพิพาทโต้แย้งทางด้านการจ่ายค่าลอยัลตี้ และต่อมาได้เซ็นสัญญาที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นเวลา 5 ปี กับอิมพีเรียลเรคคอร์ดส ที่ซึ่งให้อำนาจในการตัดสินใจและเห็นชอบในการคัดเลือกเพลง การออกแบบหน้าปกแผ่นเสียง รวมไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยทางด้านการผลิตให้กับริคกี้ ซิงเกิ้ลเพลงแรกที่อิมพีเรียล เรคคอร์ดส "B-Bop Baby" มียอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าสูงถึง 750,000 แผ่น ทำยอดจำหน่ายได้จริงสูงเกินกว่า 1 ล้านแผ่น และไต่ขึ้นสู่ชาร์ตสูงสุุดในอันดับที่ 3 


อัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อว่า "Ricky" จัดจำหน่ายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2500 ขึ้นสู่อันดับหนึ่งอย่างรวดเร็วก่อนสิ้นปีนั้นนั่นเอง ความสำเร็จอันท่วมท้นนี้ ทำให้ริคกี้ได้รับบท ที่สำคัญมากขึ้นกว่าเดิมในละครชุดทางโทรทัศน์เรื่อง ออสซี่ย์และแฮร์เรียท นอกเหนือจากนี้ละครยังจะต้องมีเพลงคั่นของเขาออกอากาศ ในทุกๆระยะ 2 หรือ 3 ตอนที่ได้ออกอากาศ


ริคกี้เริ่มออกอาการไม่พอใจมากขึ้นเรี่อยๆ ที่ต้องทนแสดงดนตรี ร่วมกับนักดนตรีแจ๊สอาวุโสกว่า ซึ่งแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งดูถูกดูแคลนเพลงร็อคแอนด์โรลของเขา ดังนั้น ทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการตระเวณทัวร์คอนเสิร์ต ที่รัฐโอไฮโอและมินนิโซต้า ในฤดูร้อนปี พ.ศ. 2500 เขาตัดสินใจก่อตั้งวงดนตรีของตนเองขึ้นมา ด้วยสมาชิกวงที่มีอายุไล่เลี่ยกับเขา เจมส์ เบอร์ตัน มือกีต้าร์ไฟฟ้า นับเป็นคนแรกๆที่ได้เซ็นสัญญาร่วมงาน และได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านของริคกี้ต่อมากว่า 2 ปี สมาชิกคนอื่นๆ อันประกอบด้วย  เจมส์ เคิร์คแลนด์ มือเบส, ริชชี่ ฟรอส มือกลอง และยีน การ์ฟ เปียโน ทำให้ครบทีมในที่สุด

เพลงที่อัดเสียงร่วมกันครั้งแรกกับวง คือ "Believe What You Say" นั้น ริคกี้เป็นผู้คัดเลือกวัตถุดิบที่นำมาแต่งเพลง จากเดโมแผ่นอะซีเตทส์ที่ส่งมาจากบรรดานักแต่งเพลงทั้งหลาย หากแต่ว่ายังมีเรื่องชวนวุ่นวายปวดหัวมากขึ้นเมื่อ ออสซี่ย์ เนลสัน ผู้บิดา พยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวในงานดนตรีของเขา ด้วยการออกคำสั่งเชิงชี้นำในเรื่องเนื้อเพลงหรือแม้กระทั่งชื่อเพลง บ่อยครั้ง ก็แอบดอดมาเยือนในช่วงดึกของการบันทึกเสียง ซึ่งกดดันให้สมาชิกวงคนอื่นๆ ต้องเร่งรีบซ่อนเบียร์และบุหรี่ สารพันสิ่งประดามีต้องห้าม ที่ไม่ต้องการให้ออสซี่ย์ผู้เป็นบิดาเห็น เดอะ จอร์แดนแนร์ส ซึ่งเป็นนักร้องประสานเสียงวงแบคอัพให้กับเอลวิส และเคยทำงานช่วยริคกี้ แม้ว่าเขาจะอยู่ภายใต้คำสั่งงานตรงกับเอลวิส แต่เมื่อเขามาช่วยงานริคกี้ เขากลับไม่ได้รับเครดิตใดๆในอัลบั้มเพลงของริคกี้เลย


ในปี พ.ศ. 2501  ริคกี้บันทึกแผ่นอัลบั้มครั้งที่ 2 ร่วมกัชารอน ชีลี่ย์ สาววัยรุ่นอายุ 17 ปี ในเพลงชื่อ "Poor Little Fool":ซึ่งเปิดตัวในเดือนมิถุนายนภายใต้ชื่ออัลบั้ม "ริคกี้ เนลสัน" โดยใช้ช่องทางวิทยุเป็นเครื่องมือสื่อแจ้งให้คนฟังได้รับทราบล่วงหน้า ทางอิมพีเรียลยังแนะนำเพิ่มเติมให้ปล่อยซิงเกิ้ลออกมาก่อน ริคกี้ไม่เห็นด้วย ด้วยความเชื่อว่าการเปิดตัวด้วยแผ่นซิงเกิ้ลจะทำให้ยอดจำหน่ายเทปลดลง อย่างไรก็ตามแผ่นซิงเกิ้ลก็ออกวางจำหน่ายจนได้ กระนั้นริคกี้ก็ใช้สิทธิตามสัญญาในการพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องของอาร์ตเวิร์ค ด้วยการระงับภาพขึ้นปกแผ่น


ในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 2501 เพลง "Poor Little Fool" สามารถขึ้นอันดับหนึ่งบนบิลบอร์ดเพลงซิงเกิ้ลยอดนิยม 100 ได้ และจำหน่ายกว่าสองล้านชุด ริคกี้รังเกียจชิงชังเพลงนี้เสียจนเขาปฏิเสธที่จะนำมันออกแสดงในละครออสซี่ย์และแฮร์เรียท ในขณะทีชีลี่ย์กล่าวหาว่าเขาทำลายเพลงของเธอโดยชะลอจังหวะเพลงลง ริคกี้ ชี้แจงเพียงว่า --



"ทุกคนที่กระโดดเข้าหาดนตรีร็อคแอนด์โรล ไม่แม้แต่จะเข้าใจมันหรือไม่ก็มีอคติกับมันไปเลย หรือเป็นทั้งสองอย่างพอๆกัน"


ระหว่างปี 2501 และปี 2502 ริคกี้ทำเพลงขึ้นชาร์ตได้ถึงสิบสองเพลงเปรียบเทียบกับของเอลวิส เพรสลี่ย์ได้สิบเอ็ด (แต่เราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ฝ่ายหลังมีช่วงเวลาที่ต้องรับใช้ชาติในนามกองทัพสหรัฐประจำการในประเทศเยอรมนี) ในระหว่างการทำงานละคร ออสซี่ย์ เนลสัน ผู้เป็นบิดา พยายามถือโอกาสช่วยปรับมุมมองให้แฟนเพลงเข้าใจในตัวลูกชายของเขา หรือนี่จะเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันบุคลิกภาพของพ่อเขาเองได้ว่า เบื้องหลังความมีชื่อเสียงหน้าฉากนั้น แท้จริงแล้วบิดาก็เป็นจอมบงการอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้ยังนำลูกชายของเขาไปปรากฏในรายการโทรทัศน์อื่น ๆ ที่อาจช่วยส่งเสริมเกื้อหนุนภาพต่อสาธารณะของเขา โดยเฉพาะอย่างเช่น American Bandstand และ  Ed Sullivan ในช่วงฤดูร้อนปี 2501 เมื่อริคกี้เดินสายออกทัวร์งานแสดงร้องเพลงเต็มรูปแบบของเขาครั้งแรก จะมีรายไ้ด้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 เหรียญต่อคืน จนถึงปี 2503 แฟนคลับของริกกี้ในต่างประเทศนั้นมีมากถึง 9,000 แห่งทั่วโลก


  

"บางที เรื่องที่น่าอายมากที่สุดในอาชีพ ก็คือเมื่อสาวๆ ทั้งหกคน พยายามกระโจนตัวเองเข้าใส่รถและตะโกนเรียกให้ร่วมรักกับพวกเธอ เป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกสยองมาก! "

ริคกี้เป็นไอดอลวัยรุ่นยุคแรกๆที่ใช้โทรทัศน์เพื่อการส่งเสริมงานเพลงให้เป็นที่นิยม ออสซี่ย์ เนลสัน เคยมีความคิดที่จะเก็บรวบรวมภาพที่ถ่ายไว้บางส่วนมาทำเป็นวิดีโอเพลงในชุดแรก ความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องนี้เห็นได้จากวิดีโอที่นายออสซี่ย์ผลิตงานสำหรับเพลง "Travelin' Man" และแล้วในที่สุด ริคกี้ก็ได้ไปปรากฏตัวในโชว์ของซัลลิแวนในปี 2510 แต่ช่วงเวลานั้นในอาชีพของเขายังไม่เด่นด้านใดด้านหนึ่งชัดนัก

นอกจากนี้เขายังปรากฏในรายการโทรทัศน์อื่น ๆ แต่มักอยู่ในฐานะนักแสดง ในปี 2516 ได้แสดงใน The streets of San Francisco ที่เล่นเป็นผู้นำฮาเร็มฮิปปี้ที่ต้องเล่นเครื่องดนตรีฟลุต ในปี 2522 เขาเป็นแขกรับเชิญในรายการ Saturday Night Live , และเล่นจำลองละครโทรทัศน์ของเขาทำทีว่าส่งมาจากแดนสนธยา ทไวไลท์ โซน และพยายามหาทางกลับ"บ้าน" เสมอ นอกจากนี้เขายังผลักตัวเองเข้าไปในงานแสดงหลากหลายบทบาทของละครซิทคอมอื่นๆตั้งแต่ปี 2493 - ช่วงต้นศตวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503) เช่น Leave it to Beaver , Father Knows Best , Make Room for Daddy , และ I Love Lucy.
ริคกี้คุ้นเคยและรักดนตรีมาก อีกทั้งยังเป็นนักแสดงมากฝีมือมาก่อน จวบจนเป็น ไอดอลของวัยรุ่น เพราะภูมิหลังทางดนตรีของบิดามารดา เกื้อหนุนให้ริคกี้ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายคน รวมทั้ง James Burton , Joe Osborn , และ Allen "Puddler" Harris ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เป็นคนท้องถิ่นรัฐหลุยเซียนาและ Joe Maphis, The Jordanaires,Scotty Moore และ Johnny และ Dorsey Burnette.


นับจากปี 2500-2505 เพลงของริคกี้มีถึงสามสิบเพลงที่อยู่ในอันดับต้น 40 ได้รับความนิยมมากกว่าศิลปินอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันเวยกเว้นเพรสลี่ย์ (ที่มี 53 เพลง) และ Pat Boone (38) เพลงในช่วงต้นๆ บางทีก็เวียนกลับมาได้รับความนิยมซ้ำอีก ในชาร์ตอันดับ และเิกิดขึ้นกับเพลงทั้งสองด้านทั้งด้าน A และ B


ในความเป็นจริงแล้ว ตัวริคกี้นั้นชอบแนวเพลงลูกทุ่งตะวันตก (Rockabilly) และเพลง ร็อคจังหวะเร็ว อย่างเช่น


"Travelin' Man" (อันดับ 1 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Poor Little Fool" (อันดับ 1 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"A Teenager's Romance" (อันดับ 2 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Stood up" (อันดับ 2 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Be - Bop Baby" (อันดับ 3 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Believe What You Say" (อันดับ 4 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Young World " (อันดับ 4 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Teenage Idol" (อันดับ 5 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Never be Anyone Else but You" (อันดับ 6 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"It's up to You" (อันดับ 6 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Lonesome Town" (อันดับ 7 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Just a Little Too Much" (อันดับ 9 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Hello Mary Lou "(อันดับ 9 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"It's Late" (อันดับ 9 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"Sweeter than You" (อันดับ 9 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"I Got a Feeling" (อันดับ 10 ใน 100 อันดับยอดนิยม)
"My Bucket 's Got Hole In It" (อันดับ 12 ใน 100 อันดับยอดนิยม) 

"Waitin' in School" (อันดับ 12 ใน 100 อันดับยอดนิยม)

ด้วยน้ำเสียงของเขาที่่นุ่มนวล ดูผ่อนคลาย ทำให้เขาร้องเพลงได้ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนสำัคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ เห็นได้จากเพลงต่างๆที่ติดอันดับในชาร์ตเพลง ซึ่งอธิบายได้อย่างชัดเจนในพรสวรรค์ด้านนี้ของริคกี้

นอกเหนือจากอาชีพนักร้องของเขา ริกกี้ยังปรากฏตัวในงานภาพยนตร์รวมถึงเรื่อง Howard Hawks หนังคลาสสิกตะวันตกเรื่อง "Rio Bravo" ซึ่งแสดงร่วมกับ John Wayne และ Dean Martin (2502), และ Wackiest Ship in the Army (2503) รวมถึง Love and Kisses (2508) อีกด้วย


เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2504 (อันเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 21 ของเขา) ริคกี้ประกาศเปลี่ยนชื่อเรียกขานที่ใช้สำหรับงานเพลงในอนาคตต่อไปอย่างเป็นทางการ จาก"ริคกี้ เนลสัน"เป็น"ริค เนลสัน" อย่างไรก็ดี ไม่นานก่อนการตายก่อนเวลาอันควรของเขา ริกกี้ได้ตระหนักและค้นพบถึงความฝันที่แท้จริงของเขา เมื่อได้พบกับไอดอลในดวงใจของเขาเอง "Carl Perkins" ในโอกาสนั้น พวกเขาพูดติดตลกใส่กันว่าพวกเขาอาจเป็นพวกสุดท้ายของ"สายพันธุ์ ลูกทุ่ง แนวตะวันตก (Rockabilly)" ก็ได้ ณ ตอนนั้นเขากลับมาเรียกแทนตัวเองอีกว่า "ริคกี้" อีกครั้ง

ในปี 2506 ริคกี้ลงนามในสัญญา 20 ปีกับ Decca Records หลังจากที่ประสบความสำเร็จในยุคต้นของเขา ประมาณยุค 1964 หรือ 2507 เพลง "For you" ได้อันดับที่ 6 บน บิลบอร์ต 100 แต่งานของเขาก็มาสะดุดลงจากการบุกของดนตรีแนวใหม่จากฟากเกาะอังกฤษสู่อเมริกา
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 2503 ริคกี้เริ่มเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวเพลงมาร้องเพลงลูกทุ่งและกลายมาเป็นนักร้องผู้บุกเบิกแนวเพลงร็อคลูกทุ่งยุคแรก และเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลต่อนักร้องคนอื่นๆ รุ่นต่อมาที่เรียกว่า"เสียงร้องแบบแคลิฟอร์เนีย"(ซึ่งอิทธิพลดังกล่าวมีต่อ Jackson Browne, Linda Ronstadt และวงดนตรี The Eagles ด้วยเช่นกัน) แม้ว่าเพลงของริคกี้ต่อมาภายหลังจะไม่สามารถขึ้นไปอยู่ใน 40 อันดับยอดนิยมได้เลยก็ตาม จนปี 2513 เมื่อเขาบันทึกเสียงร่วมกับ Bob Dylan จากเพลง "She Belongs to Me" ด้วยวงดนตรี The Stone Canyon Band ที่เริ่มนำตัวเขากลับมาได้รับความนิยม

เบื้องหลังเพลง "Garden Party"
ในปี 2515 เพลงของริคกี้กลับเข้ามารุ่งเรืองอีกครั้ง และเข้าสู่อันดับยอดนิยม 40 และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของเขาด้วยจากเพลง "Garden Party" เพลงที่เขาแต่งขึ้นเองเนื่องในงานแสดงที่เมดิสันสแควร์ การ์เด้น หลังจากเหตุการณ์ที่ผู้ชมโห่ร้องแสดงความไม่พอใจเพลงที่เขานำมาร้องในวันนั้น ที่ตั้งใจเล่นเพลงใหม่แทนเพลงเก่าของเขาเพียงอย่างเดียว ในขณะเขาแสดงร่วมกับ Stones และนำเพลง "Honky Tonk Woman" มาร้อง แต่กลับได้รับเสียงโห่จากคนฟัง ผู้จัดงานจึงช่วยกู้หน้าเชิญเขากลับมาบนเวทีอีกด้วยการขอเพลงร้องซ้ำให้ (การอังกอร์) แม้ว่าจะจบลงด้วยดีจากการได้รับการปรบมือยืนต้อนรับจากผู้ฟังสำหรับเพลง "Travelin Man" เหตุการณ์วันนั้นเป็นบาดแผลที่กัดกร่อนเขา จนเกิดเป็นแรงใจผลักดันให้เขาเขียนเพลงในอัลบั้มนี้ขึ้นมา ริคกี้ต้องการจะบันทึกอัลบั้มเพลงทั้งหมด ตามความตั้งใจแต่เดิม แต่แผ่นซิงเกิ้ลกลับถูกตัดออกจำหน่ายก่อนที่จะได้เปิดตัวอัลบั้ม เพราะริคกี้ยังทำงานเพลงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด เพลง "Garden Party" ขึ้นสูงสุดถึงอันดับที่ 6 ของบิลบอร์ต 100 และอันดับที่ 1 ของเพลง ผู้ใหญ่ร่วมสมัยของบิลบอร์ด และได้รับการรับรองว่าเป็นซิงเกิ้ลทองคำ ซิงเกิ้ลที่สองจากอัลบั้มคือ "Palace Guard" เข้าถึงอันดับที่ 65 ในชาร์ตบิลบอร์ต
ในเวลานั้น ริคกี้ย้ายสังกัดมาอยู่กับ MCA แล้ว ที่ซึ่งได้เห็นการกลับมาของเขาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ ก่อนที่วงดนตรีที่เล่นให้กับริคกี้จะขอลาออกและ MCA เองก็ต้องการให้ริคกี้หาผู้จัดการใหม่เพื่อผลิตงานต่อไปด้วย วงดนตรีของริคกี้นั้นย้ายไปแอสเพนและได้เปลี่ยนชื่อวงมาเป็น"แคนยอน" ริคกี้ถือโอกาสนี้รวบรวมตามวงกลับมาใหม่และปรับขยายชื่อวงเสียใหม่เป็น "New Stone Canyon Band" และเริ่มออกเดินสายทัวร์ทางดนตรีสำหรับ อัลบั้ม "Garden Party" ก่อนหน้านี้ ริคกี้ยังคงเปิดการแสดงในไนท์คลับและบาร์ต่างๆ แต่ต่อมาได้เขยิบขึ้นไปจัดยังสถานที่จัดงานที่ใหญ่ขึ้นเนื่องจากความสำเร็จของอัลบั้ม "Garden Party

ในปี 2517 MCA อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดีกับไอดอลของวัยรุ่นยุคเก่าคนนี้ ซึ่งอัลบั้ม "Windfall" ที่ออกจำหน่ายประสบความล้มเหลว แม้ริิคกี้จะยังคงดึงดูดผู้ฟังได้ แต่ก็เฉพาะในเวทีที่จัดไว้เป็นมาตรฐานเท่านั้น อย่างเช่น "นอตส แบรรี่ ฟาร์ม" "สวนสนุกดิสนี่ย์แลนด์" เป็นต้น และยังคงมีงานละครในบทรองๆบ้างเป็นครั้งคราว
ริคกี้พยายามเรียกความนิยมกลับมาอีก แต่ยังไม่มีโชคใด ๆอีกเลย กับเพลง "Rock and Rock Lady" ล่าสุดของเขา ดังนั้น MCA จึงลดบทบาทงานเพลงของเขาลงหลังจากเพียงเจ็ดปีที่ทำสัญญากับเขา

ริคกี้หันกลับศึกษาวิชาคาราเต้ จนได้ขั้นเข็มขัดสีน้ำตาล และเพิ่มเติมขึ้นเรียนรู้ Jeet Kune Do กับ Dan Inosanto ซึ่ง กล่าวขวัญถึงเขาไว้ว่า ริคกี้เป็น "ศิลปินที่ใช้ศิลปะป้องกันตัวได้ดีพอตัวทีเดียวในยุคนั้น"
การใช้ยาเสพติด
ริคกี้เคยริลองกัญชา ในช่วงต้นอาชีพดนตรีของเขาและติดยาจนกระทั่งต้องใช้มันเป็นประจำ ถึงขนาดแอบฝังซ่อนมันไว้ใต้สวนหลังบ้านของเขาเอง และยังให้การสนับสนุนเรื่องการทำให้การใช้กัญชานั้นถูกต้องตามกฏหมาย เคยลองยาเมสคะลิน และใช้โคเคนประจำโดยแอบใส่ผงยาในแคปซูลของโสม

ในระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องเรื่องคดีหย่าร้าง ริคกี้ถูกกล่าวหาจากทนายความของทางฝ่ายภรรยา ว่าใช้โคเคน, Quaaludes และยาเสพติดอื่น ๆ อีกทั้งยังมีปัญหาการใช้ "ยาเสพติดขั้นรุนแรง" ซึ่งกระตุ้นอย่างผิดๆจากผู้จัดการวง เหล่าบรรดาเพื่อนที่ห้อมล้อมเขาผู้จัดการของเขาและกลุ่มสมุน ทนายความกล่าวหาว่า "ผู้จัดการส่วนตัว"ของริกกี้นั้นช่วยจัดหายาเสพติดให้ศิลปินเช่นเขาเอง มีการมั่วสุมในงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นในบ้านของริคกี้บ่อยครั้ง ไม่ว่าตัวเขาจะอยู่ร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม แม้กระทั่งลูกๆเองก็ยังล่วงรู้ถึงปัญหายาเสพติดของพ่อ และต้องเสี่ยงอยู่ในอันตรายอย่างเห็นได้ชัด จากผู้ที่มึนเมายา ที่เข้าและออกจากบ้านเป็นเวลาหลายๆชั่วโมง

ผลของการหย่าร้างที่ตามมา ทำให้เขาเข้าเกี่ยวข้องสาวที่เสพติดโคเคนที่ชื่อ Helen Blair ทั้งคู่เหมือนกับคู่อื่นๆในทำนองเดียวกันที่เข้าขากันได้ดีจากการติดยาเสพติด สถานการณ์ตึงเครียดน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆจนเพื่อนรวมตัวกันเข้ามาเกลี้ยกล่อมและกระตุ้นให้ริกกี้เข้ารับการบำบัดในเรื่องยาเสพติด


เรื่องความรัก ข่าวซุบซิบ และความสัมพันธ์ 
ริคกี้นั้นชอบมองสาวงามสมบุรณ์แบบ และชอบออกเดทกับบรรดาเหล่าดาราเปล่งประกายในฮอลลีวู๊ด แต่กลับต้องมนต์อย่างน่าพิศวงกับเสน่ห์ของผู้หญิงที่มักมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งในครอบครัวเสมอ และตัวริกกี้เองยังมีลักษณะพฤติกรรมประเภทที่กระหายและเสพติดทางเพศอย่างมาก และทัศนคติเชิงง่ายต่อการมีความสัมพันธ์ทางเพศ เขาเคยพูดทำนองที่ว่าเขานั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงมาแล้วหลายพันคน

รักครั้งแรกของริคกี้

มาเรียน กาบ้า

เมื่อเขาอายุได้สิบเจ็ดปี ได้พบและตกหลุมรักกับ มาเรียน กาบ้า นางงามจากมิดเวสเทิร์นที่เดินทางมาถึงแคลิฟอร์เนียเพื่อเข้าประกวดนางงามจักรวาล เธอปรากฏตัวในรายการ The George Burns และ Gracie Allen Show นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบบทเพื่อคัดตัว และถูกเลือกให้เล่นเป็นแฟนของริคกี้ ถึงสามตอนของละครเรื่องออสซี่ย์และแฮร์เรียท ความเป็นคนดังและเป็นที่รู้จักอย่างริคกี้ ทำให้ทั้งคู่ทำตัวได้ยากลำบากต่อการปรากฏตัวในที่สาธารณะ ทั้งสองจึงมักใช้เวลาค่ำมืดด้วยกันในโรงภาพยนตร์ไดรฟอิน และหาทางหลีกเลี่ยงผู้คน ไปหาสถานที่ชมวิวที่สามารถมองเห็นริคกี้เล่นกีตาร์ของเขาให้มาเรียนฟัง พวกเขาดูมั่นคงในรักจนริคกี้มอบแหวน เพื่อเป็นอนุสรณ์แทนใจให้มาเรียน
มาเรียนอยู่กับเขาในช่วงเดือนตุลาคมปี 2500 เมื่อเขาได้พบเอลวิส เพรสลี่ย์ ในงานเลี้ยงส่วนตัวของเอสวิสที่จัดขึ้นในห้องสวีทหรูหราของโรงแรม Beverly Wilshire ก่อนเปิดคอนเสิร์ตที่หอประชุม Hollywood Pan - Pacific ริคกี้และเมเรียนทั้งคู่นั้นยังเด็กเกินไปในการสร้างความสัมพันธ์ที่จริงจัง และการร่วมรักก็ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ แม้ว่ามาเรียนจะเคยให้สัมภาษณ์ว่าทั้งคู่เคยกอดจูบกันเป็นชั่วโมงๆ

ลอรี่ คอลลินส
ต่อมา ในปี 2501 ริคกี้ตกหลุมรักกับสาวน้อยวัย 15 ปี นามว่า Lorrie Collins จากโอคลาโฮมา ซึ่งเป็นนักร้องแนวคันทรี่ที่ปรากฏตัวในรายการโชว์ร้องเพลงถ่ายทอดรายสัปดาห์ของ Compton California ใน Town Hall Party ทั้งสองช่วยกันแต่งพลง "My Gal" ด้วยกัน (เพลงประกอบเพลงแรกของริคกี้) ตัวเธอเป็นคนแนะนำให้เขารู้จักกับ Johnny Cash และ Tex Ritter ลอรี่ได้ปรากฏตัวในละครออสซี่ย์และแฮร์เรียทด้วยเป็นแฟนสาวของริคกี้และร้องเพลง "Just Because" กับเขาในฉากเพลงปิดตอนจบของละคร 
พวกเขาคบหากันนานพอที่จะพูดถึงเรื่องการแต่งงาน แต่พ่อแม่ของทั้งคู่ยับยั้งความคิดนั้น ความสัมพันธ์ที่ยาวนานเป็นปีของพวกเขาทั้งคู่สิ้นสุดลง สาวน้อยอายุสิบหกปีคนนี้จึงแอบไปแต่งงานในลาสเวกัสกับผู้จัดการที่ชื่อ Stu Carnell ของ Johnny Cash ซึ่งอายุมากกว่าเธอถึงสิบเก้าปี ริคกี้เองกลับได้ล่วงรู้ข่าวการแต่งงานของเธอผ่านคอลัมน์ซุบซิบในหน้าหนังสือพิมพ์

หลังจากการแต่งงานของลอรี่ ริคกี้ควงผู้หญิงมากหน้าหลายตาเป็นจำนวนมาก แต่ดูจะจริงจังกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ดูเป็นประเภทรักอิสระ ลักษณะเหมือนคนจรจัดเสพติดยา และผ่านการขายบริการทางเพศมาอย่างโฉกโชน และน่าเป็นหญิงรักร่วมเพศอีกด้วย แต่เธอนั้นสวยจนน่าตื่นตะลึงและช่วยสร้างสีสันให้กับวงการฮอลลีวู๊ด เมื่อเธอผู้นั้นมาจากนิวยอร์ค เข้าสู่วงการในราวปลายปี 2493 ความสัมพันธ์ของพวกเขายาวนานกว่าสองปี และริคกี้แอบไม่ให้บิดาและมารดาล่วงรู้ เธอเองนั้นในที่สุดได้ตั้งครรภ์มีลูกของเขา แต่เรื่องนี้ริคกี้ไม่รู้เลย และเธอเกือบเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ผิดกฎหมาย ภายหลังได้แต่งงานไปกับผู้ชายคนอื่น และหายไป โดยปล่อยให้ริคกี้งุนงงประหลาดใจเกี่ยวกับการหายตัวไปของเธอ ได้แต่แอบหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะกลับมา จนเมื่ออายุได้สี่สิบห้าปี ริคกี้เคยสารภาพว่าเธอคนนี้เป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขาเคยรู้สึกถึงรักอย่างแท้จริง


บ่อยครั้งที่ริคกี้ควงดาราสาวที่จ้างมาสำหรับรายการโทรทัศน์ โดยหลังจากคัดเลือกพวกเธอจาก Player 's Directory ซึ่งเป็นคู่มือรวบรวมภาพนักแสดงและนักแสดงกำลังหางานแล้ว ถ้าหากเธอคนไหนที่น่าสนใจในสายตาเขา เขาจะผลักดันให้พ่อของเขาจ้างพวกเธอมาแสดง ริคกี้มักมีความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยกับพวกเธอ แต่จะสานต่อในเรื่องทางเพศเมื่อเขาต้องการตัวเธอ

ชีวิตสมรสและการหย่าร้าง


ริคกี้ในพิธีแต่งงานกับคริส
ในช่วงคริสต์มาส ปี 2504 ริคกี้เริ่มออกเดทกับ Sharon Kristin Harmon หรือ Kris (เกิด 25 มิถุนายน พ.ศ. 2488) ซึ่งเป็นลูกสาวของนักฟุตบอลระดับตำนานที่ชื่อ Tom Harmon กับนักแสดง Elyse Knox (หรือชื่อก่อนสมรส  Elsie Kornbrath) และยังเป็นพี่สาวของเคลลี่และ มาร์ค ครอบครัว Nelsons และ ครอบครัว  Harmons เป็นเพื่อนกันมาอย่างยาวนานแล้ว ทำให้พวกเด็กๆมีโอกาสรู้จักกัน ริคและคริสรักกัน โดยมีสิ่งที่พวกเขาทั้งคู่เหมือนกันหลายอย่างกล่าวคือเป็นคนมีบุคคลิกที่เงียบงัน, เป็นลูกของดาราดังของฮอลลีวู๊ด และมีบิดาที่ดูเหมือนกดขี่ อีกทั้งยังกุมอำนาจในครอบครัว

ในช่วงเทศกาลวันหยุดในฤดูหนาวของปี 2505-6, พวกเขาประกาศการหมั้นหมาย และแต่งงานกันเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2506 ในโบสถ์เซนต์มาร์ตินทัวร์ ในฮอลลีวู๊ดต่อหน้าแขก 400 คนที่มาเป็นสักขีพยานในงานพิธีที่จัดขึ้นประมาณ 30 นาที คริสได้ตั้งครรภ์ต่อมา ภายหลังริคกี้ได้อธิบายถึงการรวมตัวกันของครอบครัวทั้งสองฝ่ายในวันนั้น ว่าเปรียบเหมือน "งานแต่งงานที่มีปืนลูกซองอยู่ด้วย" ริคที่นับถือโปรเตสแตนต์ แต่ได้รับการขอร้องแกมบังคับจากบิดามารดาของฝ่ายเจ้าสาวให้เข้าพิธีแต่งงานตามอย่างศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก รวมทั้งการลงนามรับความเชื่อที่ว่า หากมีลูก จะต้องนำมาเข้าพิธีแบบติสท์ทางศาสนาด้วย คู่แต่งงานใหม่เดินทางไปฮันนีมูนที่เกาะบาฮามาส คริสได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ ตอนเริ่มต้นในฐานะสมาชิกในครอบครัว เมื่อปี 2506 โดยใช้ชื่อตอนว่า แหวนแต่งงานของริค

ในปี 2518 ครอบครัว Nelsons มีชีวิตสมรสที่ใกล้ถึงจุดแตกหัก หากแต่ผู้เป็นบิดามารดาของฝ่ายหญิงไม่ยอม -- เนื่องจากครอบครัว Harmons ไม่เห็นชอบในเรื่องการหย่าร้าง ริคและคริสต่างก็หันหลังให้กันแอบไปมีสัมพันธ์นอกสมรส ริคนั้นนิยมความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนตามท้องถนน ในขณะที่ คริสไปมีสัมพันธ์กับหนุ่มนักกีฬาหรือนักดนตรีในละแวกบ้าน ในปี 2519 คริสและโรนัลด์ เรแกน จูเนียร์ (หรือรอน เรแกน, ลูกชายอดีตประธานาธิบดีเรแกน) ซึ่งพบกันผ่านตัวแทนให้บริการ และขณะนั้นหนุ่มน้อยอายุได้เพียง 17 ปี เท่านั้น ถูกพบเห็นกำลังร่วมรักกันบนเตียงนอนในห้องนอนของพ่อแม่ เมื่อริคกลับมาจากทัวร์ในปี 2520 เขาพบว่าคริสได้ย้ายข้าวของของเขาออกจากบ้านของพวกเขาเองไปไว้ที่บ้านเช่า และในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากโยนข้าวของออกจากบ้าน เธอตามมาพบว่าเขากำลังคั่วอยู่กับสองสาวเชียร์ลีดเดอร์แห่งลอสแองเจลิสแรมส ซึ่งภายหลังริคกล่าวว่าเธอจงใจสร้างหลักฐานเพื่อให้การปรักปรำเขาในชั้นศาล
ในเดือนตุลาคมปี 2520 คริสฟ้องหย่าและเรียกร้องสิทธิในค่าเลี้ยงดูและขอเป็นผู้ดูแลบุตรทั้งสี่คนเองรวมถึงทรัพย์สินส่วนหนึ่งซึ่งหามาได้ที่มีอยู่ในชุมชนนั้น ทั้งคู่ได้ข้อตกลงยุติเรื่องความขัดแย้งเป็นการชั่วคราว ทว่าต่อมาคริสยังคงใช้ทนายความเฝ้าติดตามเรื่องการหย่าขาดอย่างถาวร คริสนั้นเป็นคนที่ชอบจ้องหาเรื่องและขี้หึง ทั้งคู่ยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย: ไม่ว่าจะเป็นเธอที่ใช้สำหรับงานสังสรรค์ และเขาในการเช่าเครื่องบินส่วนตัว Lear
เมษายนปี 2523 ครอบครัว Nelsons ซื้ออสังหาริมทรัพย์ของ Errol Flynn ที่ Mulholland Drive ที่สร้างเมื่อขึ้นปี 2484 มูลค่า 750,000 เหรียญ คริสต้องการให้ริคยุติงานเพลงและใช้เวลาที่บ้านมากขึ้น และให้มุ่งเน้นแต่เฉพาะงานแสดงเท่านั้น หากแต่คู่สามีภรรยานี้กลับชอบไลฟ์สไตล์หรูหราราคาแพง ใช้ชีวิตอย่างประมาทและการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของคริสนี่เอง มีส่วนที่ทำให้ริคไม่มีทางเลือก แต่ต้องมุ่งมั่นหาเงินจากการแสดงทางดนตรีอยู่ดี เมื่อเส้นทางในสายอาชีพของริคไม่ราบรื่นใกล้ถึงทางตัน ทำให้ริคนั้นหัวเสียง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในบ้าน และพยายามหนีไปออกทัวร์บ่อยครั้งเท่าที่จะเป็นไปได้ คริสจึงหันไปพึ่งเหล้าแทนและทิ้งให้เด็กอยู่ในความดูแลของแม่บ้าน
ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น คริสย้ายขึ้นไปนอนชั้นบนที่บ้านเพิ่งซื้อมาใหม่ Mulholland Drive และได้ยื่นคำขาดอีกครั้งเพื่อขอหย่าร้าง เธอพยายามทำตัวเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหาทางฉกฉวยทุกสิ่งเอาจากริคและต้องการให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัว การเจรจาข้อตกลงในเรื่องสัญญาเบื้องต้นทำไม่สำเร็จ จนกระทั่งเดือนมกราคมปีถัดมา ทนายของคริสกล่าวว่า สินทรัพย์ของริคประเมินดูแล้วคงไม่เพียงพอที่จะรับประกันการดำเนินคดีที่มีมาอย่างยาวนานเป็นแน่ จึงแนะนำให้ทั้งคู่เร่งหาทางยุติเรื่องนี้โดยเร็ว แต่คริสกลับเปลี่ยนตัวทนายใหม่ที่ก้าวร้าวมากขึ้นกว่าเดิมแทน อีกหนึ่งเดือนให้หลัง คริสได้รับสิทธิจากศาลให้ดูแลเด็กเป็นการชั่วคราวและยังได้รับเงินชดเชยค่าเลี้ยงดู 3,600 เหรียญจากคู่สมรสคือริคกี้ นอกจากนี้ ริคยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายประจำของครอบครัวต่างๆ เช่น ภาษีทรัพย์สิน, ค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียนของลูกๆ คริสและทนายของเธอนั้นยังคงปักใจเชื่อว่าริคยังคงมีทรัพย์สินที่แอบซ่อนเร้นไว้อยู่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ริคนั้นแทบหมดเนื้อหมดตัว แต่เขายังปฏิเสธที่จะถูกฟ้องล้มละลายเพราะเกรงผลกระทบเชิงลบต่ออาชีพของเขา ข้อกล่าวหาในเรื่องยาเสพติด การดื่มสุราและการเลี้ยงดูที่ไม่ดี ถูกนำมาใช้เพื่อห้ำหั่นใส่กันของคู่สามีภรรยา Nelsons ในห้วงเวลาสองปีที่ต่างทิ่มแทงเพื่อเอาชนะกันนั้น ทำให้พวกเขาหย่าขาดจากกันได้สำเร็จ ในเดือนธันวาคม 2525 ผลของการหย่าได้ผลาญเงินของครอบครัวที่ใช้ไปสำหรับการจ้างทนายและสอบบัญชี ไปมากกว่า 1,000,000 เหรียญ และมีผลทางกฎหมายในเรื่องต่างๆที่ต้องใช้จ่ายเงินและจำต้องปฏิบัติตามไปอีกเป็นเวลานานหลายปี
เรื่องชีวิตสมรสที่ล้มเหลวนี้ หลายฝ่ายพอเห็นเค้ารางๆบ้างแล้ว นับตั้งแต่วันที่ทั้งคู่แ่ต่งงานกัน ซึ่งดูเหมือน "สิ่งบอกเหตุ" ว่าจะต้องเจอปัญหาทั่ไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน แม่ของคริสเคยเอ่ยปากทักเรื่องนี้ขึ้นมาเองกับแฮร์เรียท มารดาของริคกี้ว่า เมื่อคนสองคนที่ต่างเป็นคนนิ่งเงียบด้วยกันทั้งคู่มาอยู่ด้วยกัน มันก็คือระเบิดเวลาที่รอวันที่จะประทุขึ้นมาดีๆนี่เอง จริงๆแล้วสาธารณชนต่างก็ชื่นชอบและแอบเชียร์ Lorrie มากกว่า แต่ไม่สำเร็จ เพราะครอบครัวและผู้จัดการของเขากลัวว่าจะมีผลกับชื่อเสียงและความสำเร็จของริคกี้

วันที่ 16 พฤษภาคม 2523 ริคพบจอร์เจี้ยน ครูว์ ที่เพลย์บอย รีสอร์ทใน Great Gorge, New Jersey เธออยู่ในอายุช่วงกลางสามสิบ และเพิ่งแยกทางจากสามีของเธอได้ไม่นาน พวกเขาใช้เวลาค่ำคืนร่วมกัน โดยที่จอร์เจี้ยนอ้างในเวลาต่อมาว่าริคเองเป็นผู้เอ่ยปากขอร้องให้เธออยู่และเธอก็ไม่อาจทัดทานปฏิเสธได้เพราะเธอเองรู้สึกว่าผูกพันกับริค และหลงเสน่ห์เขาเข้าแล้วทันที สองเดือนต่อมา เธอจึงได้รับรู้ว่าเธอนั้นได้ตั้งครรภ์ เธอติดตามริคกี้ไปถึงคอนเนคติกัด ที่ซึ่งเขาได้ร้องเพลงอยู่และได้พยายามติดต่อกับเขาเพื่อบอกเรื่องนี้ แต่ถูกคุกคามโดยผู้จัดการที่ชื่อ Greg McDonald ห้ามเข้ามาเจอเขาอีก เธอไม่ละความพยายามที่จะติดต่อริคกี้อย่างต่อเนื่องแม้จะถูกกีดกันจาก McDonald ก็ตาม
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม อีกปีต่อมา จอร์เจี้ยนให้กำเนิดบุตรชายของริค และให้ชื่อว่า เอริค จูด ครูว์ เมื่อทารกอายุได้หกเดือน จอร์เจี้ยนอุ้มเขาไปงานคอนเสิร์ตของริคและพยายามหาทางนั่งแถวหน้า ที่ทำให้ริคเห็นและไม่มีทางเลือก จำต้องจ้องมองมาที่ลูกของเขา ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็เริ่มใช้กระบวนทางชั้นศาล ในปี 2528 ผลการตรวจเลือดช่วยยืนยันว่าริคเป็นพ่อของเด็กจริง ทำให้เมื่อใดก็ตามที่ริคกี้ไปแสดงในละแวกใกล้เคียงที่พักของจอร์เจี้ยน ผู้จัดการของเขาจะโทรศัพท์ไปเชิญเธอ ให้ไปหาริคกี้ที่ห้องสวีทในโรงแรมได้ แต่เธอกลับปฏิเสธคำเชิญนั้น ด้วยกลัวว่าเธออาจจะถูกมอมยาและทำเรื่องเบี่ยงเบนการเสียชีวิตนั้นให้เป็นผลของการเสพยาเกินขนาดแทน
ในเดือนสิงหาคมปี 1985 เธอพร้อมด้วยนักบวช ไปหาเขายังงานคอนเสิร์ตของริคที่จัดขึ้นที่เจอซี่ย์ และแม้ว่าริคกี้ไม่มีความต้องการในตัวเด็ก แต่เขาก็ตกลงเสนอที่จะให้เธอ 400 เหรียญทุกเดือน เพื่อช่วยเหลือเป็นค่าเลี้ยงดูเด็ก โดยเริ่มตั้งแต่กันยายนเป็นต้นไป แต่เมื่อริคกี้กลับถึงห้องพักที่โรงแรม เขากลับบอกผู้จัดการของเขาว่า จอร์เจี้ยน เป็นเพียงสาวเพี้ยน ติงต้อง ที่เที่ยวไล่ตามจับเขาและสั่งให้ผู้จัดการรีบบอกปัดและปฏิเสธงานแสดงคอนเสิร์ตไหนก็ตามแต่ หากต้องจัดขึ้นในนิวเจอร์ซี่ย์ต่อไปแล้ว ข้อเสนอและเงื่อนไขดีๆจากเมืองแอตแลนติกถูกบอกยกเลิกหมดสิ้น จอร์เจี้ยนพยายามอย่างไม่ลดละเพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือจากริคกี้ และหลังจากการตายของเขา เอริค จูด ครูว์ ก็ไม่ได้มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมของเขาเลย ดูพินัยกรรมของเขาที่เขียนก่ิอนเสียชีวิต ได้ที่ http://www.celebritycollectables.com/

ก่อนเสียชีวิต

ปี 2523 ริคกี้เจอ Helen Blair ซึ่งเป็นนางแบบสมัครเล่นและผู้ฝึกสัตว์เลี้ยงต่างถิ่น ที่โรงแรม Riviera ในลาสเวกัส เธอเป็นคนอ่อนหวาน น่ารัก และอายุอ่อนกว่าริคกี้สิบหกปี เป็นคนจาก South Orange, นิวเจอร์ซี่ย์ เธอติดตามดูคอนเสิร์ตของเขาไปตามที่ต่างๆที่ซึ่งริคกี้ไปจัดการแสดงใน Southern California เพียงไม่กี่เดือนหลังพบกัน เธอก็กลายมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของเขา และอีกสองปีต่อมา ก็เป็นคู่รักที่อยู่ด้วยกันแล้ว เธอเป็นสาวคนเดียวที่ริคกี้ออกเดทด้วยหลังการหย่าร้าง
เฮเลนพยายามทำตัวของเธอให้เป็นประโยชน์สำหรับเขาด้วยการช่วยจัดระเบียบชีวิตประำจำวันและทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้กับแฟนคลับของเขา แต่ดูเหมือนว่ามารดา พี่ชาย ผู้จัดการทางธุรกิจ และผู้จัดการส่วนตัว ทั้งหมดไม่มีใครชอบหน้าเธอเลย ไม่อยากให้เธอมาข้องเกี่ยวกับชีวิตของริคกี้  เธอนั้นเคยเสพโคเคน เคยเป็นโจรลักขโมย ฉกของตามร้านค้า แต่ริคขอให้ทุกคนให้โอกาสเธอ และอดทนที่จะยอมรับและเข้าใจในตัวเธอ เขาให้เหตุผลว่าเธอนั้นมีช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ลำบากแร้นแค้นเพียงไร ในปี 2527 เมื่อริคมอบแหวนให้เฮเลน แฮร์เรียทผู้เป็นมารดาเมื่อทราบข่าวก็ไม่พอใจขู่ว่าจะตัดเขาออกจากกองมรดก แรกเริ่มเดิมที่นั้นริคกี้วางแผนจัดงานแต่งงานที่โรงแรม Hilton Hawaiian Village แต่ความคิดต่อมา เขาเกิดเปลี่ยนใจ และจากนั้นก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องแต่งงานอีกเลย

เฮเลนเสียชีวิตพร้อมกับริคกี้ และสมาชิกในวง จากสาเหตุเครื่องบินตกที่ Dekalb เท็กซัส เมื่อวันสิ้นปี 2528 ไม่มีใครพูดถึงหรือแม้แต่จะเอ่ยชื่อเธอในงานศพของริคกี้ ครอบครัวของเฮเลนต้องการฝังศพลูกสาวเคียงข้างริคกี้ ที่สุสาน Forest Lawn แต่แฮร์เรียทปฏิเสธ ซึ่งทำให้ครอบครัวของเฮเลนไม่ยอม จึงยังไม่ฝังศพ เธอและดำเนินการฟ้องขอค่าชดเชยจากครอบครัวริคกี้เรื่องที่เป็นสาเหตุการตายของลูกสาว ในที่สุดก็ได้ข้อยุติด้วยเงินชดเชยจำนวนหนึ่งไม่มากนัก พินัยกรรมของริกกี้นั้น ไม่ได้มีการเขียนไว้เพื่อจัดสรรเฮเลนแต่อย่างใด ติดตามเรื่องราวภายหลังการเสียชีวิตของเขาได้ที่ หลังความตายของริคกี้ เนลสัน

ลูกของริคกี้
ริคกี้มีลูกที่เกิดกับภรรยาคริส ทั้งหมด 4 คน คนโตเป็น ลูกสาวคนแรกและคนเดียว ชื่อ Tracy Kristine Nelson เกิด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2506 หลังจากที่พวกเขาทั้งคู่เแต่งงานด้วยกันเพียงหกเดือนให้หลังเท่านั้น เมื่อแรกคลอดมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเฉลี่ย จากการที่มารดาคลอดเธอก่อนกำหนด

เมื่อโตขึ้นอยู่ในวัยอนุบาล หนูน้อยก็ได้เริ่มแสดงร่วมกับ Lucille Ball ในละครเรื่อง "Yours, Mine and Ours" เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น เรียนที่โรงเรียนสตรี Westlake เธอนั้นเป็นเด็กหัวดี เรียนเก่งเหมือนบิดา เธอมีความตั้งใจใฝ่ฝันว่าจะยึดอาชีพจากการเต้นบัลเล่ย์ สัตวแพทย์ และงานเขียน ในระหว่างที่บิดามารดา ประสบปัญหาชีวิตสมรสในครอบครัวนั้น เธอถือหางข้างฝ่ายบิดา และเพราะเข้ากับมารดาไม่ค่อยจะได้ จึงย้ายตามบิดาไปอยู่ที่ Mulholland Drive ทั้งที่ในเวลานั้น บิดามารดาทั้งคู่ได้ทำข้อตกลงในเรื่องการหย่าร้างเป็นการชั่วคราวแล้ว

หลังจากเ้ข้าเรียนที่วิทยาลัยได้ระยะหนึ่ง ก็ลาออกจากการเรียน ในปี 2526 เพื่อมารับบทการแสดงเป็น Jennifer Denuccio ในละครโทรทัศน์ซิทคอม เรื่อง "Square Pegs" และได้รับบทเล็กๆในภาพยนตร์เรื่อง "Footloose"และยังปรากฏตัวในงานละครเรื่อง "Down and Out in Beverly Hills" นอกจากนี้ยังมีบทบาทประจำในละครทีวี เรื่อง "Father Downing Mysteries" 

เทรซี่ย์เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารพีเพิลว่า บุพการีของเธอนั้นแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวกันแล้ว เธอหวนระลึกเมื่อครั้งกระนั้นว่า เธอนั้นพยายามเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ด้วยการแต่งชุดเมอร์เมดทั้งอาทิตย์ เทรซี่ย์แต่งงานกับนักแสดง Billy Moses เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ปี 2530 เมื่อบิดาริคกี้ เสียชีวิต เขาได้ทิ้งมรดกไว้ให้ลูกๆทั้งสี่

บุตรชายฝาแฝด กันนาร์ ดอริค เนลสันและแมธธิว เกรย์ เนลสัน เกิดเมื่อปี 2510 ในวันที่ 20 กันยายน แฝดทั้งคู่เจริญตามรอยบิดา ยึดอาชีพเป็นนักร้อง และใช้ชื่อวงเป็นวงดนตรีเนลสัน

 ลูกคนสุดท้องชื่อแซม ฮิลลีเอิร์ต เกิดวันที่ 29 สิงหาคม 2517 ขณะอายุ 6 ขวบ ถูกส่งไปให้ตายายเป็นผู้ดูแล เนื่องจากปัญหาติดสุราของผู้เป็นมารดา ประกอบกับการมีภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวน และมีความเสี่ยงสูงที่จะทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตาย แซมอยู่กับผู้เป็นตาจนกระทั่งเรียกเขาว่าพ่อแทน ในปี 2530 คริสผู้เป็นมารดาเข้ารับการบำบัดรักษาภาวะการติดสุรา ทำให้พี่ชายผู้มีศักดิ์เป็นลุงของแซมพยายามร้องขอสิทธิในการเลี้ยงดูเขา ด้วยเห็นว่าน้องสาวคงไม่สามารถทำหน้าที่ผู้ปกครองได้ดีเป็นแน่แท้ จิตแพทย์ที่ดูแลเด็กชายทำการทดสอบทางการแพทย์และพบว่าแซมซึ่งขณะนั้นอายุ 13 ปี นึกภาพมารดาของเขาเป็นมังกร และไม่ชอบที่มารดามีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆลง อีกทั้งยังห้ามเขายุ่งเกี่ยวกับพี่น้องร่วมสายเลือดคนอื่นๆอีกด้วย การขออุปการะดูแลหลานชายไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อทนายของคริสหาพยานมาให้การว่าเขาเคยสูบโคเคนร่วมกับภรรยาของเขา Pam Dawber ทำให้คำขอนั้นมีอันต้องตกไป ในวันไว้อาลัยต่อการจากไปของพ่อเขาที่งานศพ แซมอ่านคำกลอนสดุดียกย่องและไว้อาลัยต่อการจากไปของเขา 

เขาเป็นผู้ก่อตั้งและดูแล "The Group H is Orange" ในช่วงต้นทศวรรษปี 2543

การเสียชีวิต

ริคกี้นั้นกลัวการเดินทางด้วยเครื่องบินแต่น่าแปลกกลับปฏิเสธที่จะเดินทางด้วยรถบัส เขาตัดสินใจผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่ซื้อเครื่องบินส่วนตัวขนาด 14 ที่นั่ง รุ่นปี 2487 DC-3 เพื่อการใช้เดินทางส่วนตัว เดิมทีนั้นเป็นของครอบครัว Dupont และต่อมาตกทอดมาเป็นของดารา Jerry Lee Lewis ก่อนจะขายให้ริคกี้

ร่างของริคกี้ที่กู้ขึ้นมาได้เกิดสูญหายไประหว่างการเดินทางลำเลียงกลับมาจากเท็กซัสมาแคลิฟอร์เนีย ทำให้พิธีศพล่าช้าออกไปถึง 7 วัน ในวันที่ 6 มกราคม ปีต่อมา ผู้ร่วมไว้อาลัยจำนวน 250 คนเข้าไปในโบสถ์เพื่องานในพิธีศพที่จัดขึ้น ขณะที่แฟนเพลงออกันอยู่ด้านนอกมากกว่า 700 คน  ผู้เข้าร่วมในพิธีส่วนหนึ่งประกอบด้วย 'Colonel' Tom Parker, Connie Stevens, Angie Dickinson รวมทั้งเหล่าดารา นักเขียน ศิลปินนักดนตรีจำนวนหนึ่ง ร่างของเขาถูกนำไปฝังเป็นการส่วนตัวหลังพิธีแล้วในสุสาน Hollywood Hills, Forest ในลอสแองเจลิส  แคลิฟอร์เนีย 
อดีตภรรยาคริส ขู่ว่าจะฟ้องเรียกร้องเงินจากการประกันชีวิตอดีตสามี ริคกี้ จากกลุ่มญาติพี่น้องของเขา รวมทั้งการช่วงชิงบ้านจากเดวิด พี่ชายของริคกี้ ข้อเรียกร้องสิทธิถูกปฏิเสธจากศาลสูงของลอสแองเจลิส มรดกของริคกี้ทั้งหมดยกให้กับลูกๆของเขา แต่ยกเว้น บุตรนอกสมรส เอริก ครูว์, Helen Blair หรือ Kris Nelson

เกิดข่าวลือร่วมด้วยการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ช่วยกระพือข่าวให้หนาหูมากขึ้นภายหลังพิธีศพของเขาว่า สาเหตุการตายครั้งนี้อาจเกิดจากการเสพโคเคน ข้อกล่าวหานี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริงจาก NTSB องค์การความปลอดภัยทางด้านการขนส่งทางอากาศแห่งชาติ

องค์การ NTSB ได้ดำเนินการตรวจหาสาเหตุของเครื่องบินตกครั้งนี้เป็นเวลายาวนานกว่าปี และได้ข้อสรุปว่าสาเหตุของอุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้มีความเป็นไปได้มากกว่าอาจเกิดจากปํญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง นักบินพยายามแล่นลงจอดในลานกว้างภายหลังจากเกิดควันโขมงขึ้นในห้องนักบิน การตรวจสอบชี้ว่าต้นทางของไฟมาจากทางขวามือของห้องช่าง (ห้องเครื่อง) หรือไม่ก็บริเวณใกล้พื้นทางเดิน  ผู้โดยสารนั้นเสียชีวิตทันทีเมื่อขณะเครื่องบินชนสิ่งกีดขวางหลังจากการบังคับการลงจอดของนักบิน ตัวนักบินเองสามารถหนีตายผ่านทางหน้าต่างในห้องนักบินและรอดชึวิตในที่สุด การปะทุระเบิดและแหล่งเกิดไฟนั้นไม่สามารถระบุชี้ชัดลงไปได้ นักบินชี้ว่าลูกเรือของเขาพยายามเปิดเครื่องทำความร้อนในห้องนักบินซ้ำๆหลายครั้งก่อนเกิดไฟไหม้ไม่นาน แต่กลไกนั้นไม่ตอบสนอง หลังจากเกิดไฟไหม้ ทางเข้าช่องเก็บเครื่องทำความร้อน ถูกพบว่าไม่ได้ลงสลักปิดอย่างถูกต้อง มีทฤษฎีหนึ่งซึ่งสนับสนุนว่าเครื่องทำความร้อนอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ ก็คือ เครื่องบินลำนี้มีรายงานบันทึกในปัญหาของเครื่องทำความร้อนในห้องนักบินอยู่บ่อยครั้งในอดีต 

เกียรติยศ

  • นามของริคกี้ เนลสันได้รับการจารึกอยู่ในหอหรือทำเนียบแห่งเกียรติยศทางดนตรีสาขาร็อคแอนด์โรลเมื่อปี 2530 และหอเกียรติยศสาขา Rockabilly และได้รับการประดับดาวใน เส้นทางเดินแห่งเกียรติยศของฮอลลีวู๊ด ณ บริเวณ 1515 ถนน Vine
  • ได้รับรางวัลแกรมมี่ในด้าน Best Spoken Word Album
  • Rolling Stone จัดอันดับที่ 91 ในรายการจัดอันดับของพวกเขา สำหรับ Album ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล
  • เมื่อครั้งที่ครบรอบ 20 ปีหลังการเสียชีวิต PBS ถ่ายทอดสารคดี Ricky Nelson Sings ซึ่งเป็นบันทึกบทสัมภาษณ์ลูกๆของเขา ร่วมกับ James Burton และ Kris Kristofferson
  • วันที่ 27 ธันวาคม 2548 EMI ออก Ricky Nelson's Greatest Hits จำหน่าย ขึ้นอันดับสูงถึงลำดับที่ 56 ในบิลบอร์ต 200
  • ปี 2547 Bob Dylon เขียนบทความที่ระลึก ใน Chronicles, Vol 1 กล่าวถึงอิทธิพลของริคกี้ต่องานดนตรีของเขา
  • ทรัพย์สินของริคกี้ในนามของบริษัท The Rick Nelson Company, LLC ประกอบไปด้วยลิขสิทธิ์ในบทละครชุด Ozzie and Harriet และ Shout ! Factory ได้สิทธิทำออกจำหน่ายในรูปของดีวีดี ในปี 2550 และในปีเดียวกันนี้ ชื่อของเขายังได้รับจารึกอยู่ใน Hit Parade Hall of Fame
Ricky Nelson:  Be-Bop BabyRick Nelson:  Teen TimeRicky Nelson PA Allegheny Pittsburgh 10 032Ricky Nelson - A Teenager's RomanceRick Nelson:  Believe What You SayRicky Nelson - Sings AgainRick Nelson - I Wanna Be Loved / Mighty Good (Sleeve)Rick Nelson - Gypsy WomanRick Nelson Picture SleeveRick Nelson in Concert LP (reissue)
ขออ้างอิงเว็บไซต์ที่รวบรวม sleeve ปกแผ่นเสียงได้ละเอียดละออมากจริงๆที่คัดมาเพียงบางส่วนเท่านั้้นตาม link นี้
http://www.km-rickynelson.com/

No comments: